จน เครียด กินเหล้า เปิดชีวิตปัจจุบัน สายเชีย จากลูกชาวนาไร้งาน ไร้เงิน สู่นักธุรกิจที่ดิน 600 ไร่

สายเชีย วงศ์วิโรจน์ ตัวประกอบที่โกอินเตอร์ เจ้าของวลีเด็ด จน เครียด กินเหล้า เล่าเรื่องราวชีวิต กว่าจะมีชีวิตที่สุขสบาย ต้องผ่านความยากลำบาก ขุดส้วมแลกค่าเทอม เพราะอยากจะเรียน แต่ชีวิตพลิกผันได้มาเป็นสตันท์แมน จนมีชื่อเสียง ได้โกอินเตอร์เล่นหนังฮอลลีวูด ประกบดาราดังมากมาย

โดยสตันท์แมนคนนี้ ได้มาเปิดใจเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาในรายการ ยิ่งศักดิ์ ยิ่งแซ่บ ที่มีอาจารย์ยิ่งศักดิ์ ทำหน้าที่เป็นพิธีกรดำเนินรายการ ว่า ผมเริ่มเล่นเป็นตัวประกอบตั้งแต่ พ.ศ. 2529 ส่วนงานที่สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักก็คือ โฆษณา จน เครียด กินเหล้า และเป็นโฆษณาที่ได้รางวัลที่คานส์ ออนแอร์ที่เขมร ลาว เวลาไปที่นั่นคนรู้จักเรา

เล่นประกบแองเจลินา โจลี เป็นหนังที่ฉายต่างประเทศ ส่วนฉากนี้ถ่ายที่เคนยา คือก่อนหน้านี้ผมเคยเล่นหนังฝรั่ง เป็นตัวประกอบที่เป็นสตันท์แมน มีบทบาทหน่อย ผมภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับนักแสดงระดับโลก เพราะว่าผมเป็นลูกชาวนา เพราะชีวิตไม่เคยคิดว่าจะได้ขึ้นเครื่องบินด้วยซ้ำ

ถามว่าทำไมหน้าตา อย่างผมถึงได้เล่นหนังโกอินเตอร์ เพราะว่าผมมีความจริงจังกับงาน ทำงานให้เต็มร้อย และทำให้ดีที่สุด ถามว่าเพื่อนๆ สตันท์แมนอิจฉามั้ย ที่เราได้โกอินเตอร์ ทุกคนรักกัน เพราะทำงานเป็นตัวประกอบประกบคนดัง หลายคนก็คิดว่าค่าตัวผมต้องแพง เลยทำให้ผมอดอยากมากเลย ก็ตกงานไป หนังไทยไม่ค่อยจ้างเท่าไร

ตอนนี้ผันตัวเองไปเป็นพ่อค้า ขายที่ดิน ไปกู้เงินมาแล้วเอามาแบ่งขายตารางวาละ 3,500 คือผมไม่ได้มีความรู้เรื่องธุรกิจหรอก แต่ว่ามีคนที่มีความรู้ รุ่นน้องที่เค้าเก่ง ผมก็มาทำงานกับเค้า ตอนนี้จับธุรกิจตัวนี้มาปีกว่าเอง ไม่เคยโดนโกง ใครไม่ซื้อก็มาเอาเงินคืน เพราะเราจะได้ขายต่อ เพราะที่ดิน นับวันยิ่งราคาขึ้น

ถามว่าเอาดีทางด้านธุรกิจ แล้วจะเลิกแสดงมั้ย คงเลิกไม่ได้หรอก มันเข้าเส้นแล้ว ยังชอบการแสดง แต่งานก็ลดลงเยอะ ยิ่งต่างประเทศไม่ค่อยมี จะเป็นหนัง เป็นละครที่เข้ามาแทน

สมัยเด็กๆ ครอบครัวยากจนมาก ไม่มีข้าวกิน มีพี่น้องหลายคน จนไม่มีค่าเทอมไปโรงเรียน รองเท้าก็ไม่มีใส่ไปโรงเรียน รองเท้า เสื้อผ้าต้องรอบริจาคในทุกๆ ปี เค้าจะคัดเด็กยากจน เพื่อให้ได้รับสิทธิ์นี้ ไม่ต้องพยายามทำให้จน เพราะว่าเราจนจริงๆ (ยิ้ม) ลำบากมากถึงขั้นต้อง ไปขุดส้วม เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม

คือเป็นคนที่อยากจะเรียนหนังสือ เพราะตอนเด็กๆ พ่อจะเล่าให้ฟังว่ามีญาติเป็นทนายความ ว่าความเก่งมาก ชนะคดีเยอะ พอได้ฟังก็รู้ว่าคนมีความรู้มันมีเกียรตินะ ดูมีหน้ามีตา และทำให้วงศ์ตระกูลดูดี เลยทำให้อยากเรียน เพราะคิดว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้เรามีได้นั่นคือการศึกษา และบ้านเราไม่มีคนได้เรียนหนังสือ

พอไม่มีค่าเทอม ครูก็เลยให้ไปขุดส้วม แลกกับค่าเทอม ก็ขุดไป 10 กว่าห้อง ขุดอยู่เกือบเดือน เพราะเป็นเด็กยากจนเรา ก็ไม่ได้คิดหรอกว่ามันลำบาก เป็นเรื่องธรรมดา ถามว่าอายเพื่อนมั้ยที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ มันอายไม่ได้ หมดสิทธิ์ที่จะอาย สมัยเรียนก็ไม่มีข้าวกลางวันกิน ต้องหนีไปอยู่ห้องสมุด เพื่อนนั่งกินข้าว จะไปนั่งมองเพื่อนกิน เดี๋ยวมันก็จะหิวตามเพื่อน

แม้จะลำบากแค่ไหน ก็ไม่เคยคิดหนี ออกจากบ้านเอาตัวรอดคนเดียว เพราะเราถูกสอนมาให้รักพ่อแม่ เป็นห่วงพ่อแม่ ก็อยากให้เค้าสบาย ไปรับจ้างก็ไม่เคยเอาค่าจ้าง ให้แม่หมด เวลาอยากดูหนัง ก็ไปมุดผ้าดูเอา ผมเลี้ยง พ่อแม่จนกระทั่งท่านจากไป แม่ยายด้วยเราก็ดูแล

ตอนนั้นตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ ตอน อายุ 18 มากับเพื่อน 2 คน ก่อนที่จะมา ตอนนั้นย้ายไปอยู่กำแพงเพชร เช่าที่นา 50 ไร่ คิดว่าจะมีข้าวกิน ทำไปจนข้าวเหลืองทั้งทุ่ง มีความหวัง แต่ฝนดันตก 1 อาทิตย์ ก็เลยท้อแท้ ตอนนั้นมีต้นทุนแค่ร่างกายของตัวเอง อยากจะมาชกมวยที่กรุงเทพฯ

วุฒิอะไรก็ไม่มี ม.3 ก็ไม่จบ นั่งรถไฟมามีเงินติดตัวมา 300 บาท เดินจากหัวลำโพงไปหัวตะเข้ ไม่กล้านั่งรถเมล์ เพราะไม่รู้ว่ามันราคาเท่าไร เดินประมาณ 4-5 ชั่วโมง ไปแล้วก็ไม่เจอเพื่อน ก็เดินกลับมาพระโขนงไปปากน้ำ ไปหาพี่ชายเพราะ พี่ชายตาบอด ไปอยู่ดูแลคนพิการก่อน

และก็ทำงานก่อสร้างควบคู่ไปด้วย อยากจะทำงานโรงงาน แต่ไม่มีคนรับ ไปตระเวนสมัครตังค์หมด ต้องไปนอนวัดก็ขอข้าวที่วัดกิน และขอเงินหลวงพ่อกลับ ตอนนั้นลำบาก แต่ก็เคยลำบากกว่านั้นมาแล้ว ชีวิตเคยต้องหาปลา หาหน่อไม้ไปแลกข้าวกิน วันนี้ชีวิตดีกว่าวันเก่าๆ เยอะ มีครบทุกอย่างแล้ว แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยวัตถุมาก ความจนมันสอนเราหลายอย่าง

สตันท์แมนกับสแตนด์อินต่างกัน เพราะสแตนด์อินต้องเล่นแทน แต่สตันท์แมนก็เล่นเป็นตัวเอง ก็จะเจ็บๆ หน่อย อุปกรณ์การเซฟก็ไม่มีนำ เพราะต้องซ้อมกันล่วงหน้าเป็นเดือนๆ แต่ก็เคยหล่นสลิงอยู่ครั้งนึง เป็นหนังไทย สูงประมาณ 5-6 เมตร เป็นฉากมอเตอร์ไซค์ ชนขอนไม้ก็หล่นกระแทกพื้น นอนพักรักษา ตัวอยู่ 1 เดือน

สำหรับชีวิตครอบครัวก็แยกย้ายกัน เพราะไม่ค่อยมีเวลาให้เค้า ผมเป็นคนโรแมนติกนะ รักครอบครัว แต่คิดแค่ว่าจะทำอย่างไรให้ครอบครัวมั่นคง ต่างคนต่างทำหน้าที่ คิดง่ายไปก็เลยทำให้มันขาดความใกล้ชิด เค้าก็ไปหาคนใกล้ชิดคนอื่น มีลูก 3 คน ลูกสาวโตเป็นหนุ่ม ส่วนลูกชายโตเป็นสาวแล้ว

ถามว่าเหนื่อยมั้ยที่ต้องเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว เหนื่อยครับ แต่ต้องทนต้องรับผิดชอบความยากของตัวเอง ก็ต้องเลี้ยงเค้าให้ดีที่สุด ตอนนี้ก็มีคนใหม่เข้ามาก็คุยๆ กันอยู่ แต่คงไม่แต่งงาน

ไทยเสียเเชมป์โลก ข้าวหอมมะลิ ให้กับกัมพูชา

ข้าวหอมมะลิไทยไม่สามารถคว้าแชมป์การประกวดข้าวโลกในปีนี้ แม้ในเชิงสถิติ ไทยคว้าแชมป์มาได้ถึง 5 ครั้ง จากการประกวด 10 ครั้ง แต่คงจะเป็นสัญญาณว่าไทยต้องปรับตัว ที่ผ่านมารัฐใช้งบประมาณไปกับข้าวมหาศาล แต่คุณภาพกลับยังมีผู้ที่เหนือกว่า

วันนี้ (23 ต.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสียเเชมป์ข้าวหอมมะลิไทยให้กับกัมพูชาในการประกวด The World’s Best Rice 2018 หรือการประกวดข้าวโลก ที่จัดขึ้นโดยกลุ่มธุรกิจค้าข้าว เเม้สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยไม่กังวลว่ารางวัลที่กัมพูชาได้รับไป จะมีผลต่อปริมาณเเละราคาข้าวหอมมะลิไทย เเต่เห็นว่ารางวัลดังกล่าวสะท้อนว่าความสามารถการเเข่งขันข้าวไทยลดลง ซึ่งไทยต้องรับมือกับสถานการณ์การค้าข้าวที่เปลี่ยนไป

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า คุณภาพข้าวกัมพูชาไม่ต่างจากข้าวไทย เเละราคาข้าวหอมมะลิไทยเเพงกว่า โดยราคาส่งออกข้าวหอมไทย อยู่ที่ตันละ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 35,000 บาทต่อตัน ส่วนข้าวหอมกัมพูชา อยู่ที่ 900 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 29,000 บาทต่อตัน ถูกกว่า 150-200 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อตัน หากชาวนาเเละรัฐไม่คำนึงถึงคุณภาพ ก็อาจถูกประเทศเพื่อนบ้านเเซงหน้าได้

ขณะที่นายปรีชา นุยืนรัมย์ ประธานสภาเกษตรกร จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ระยะหลังๆ คุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวของชาวนาบางพื้นที่ลดลง จึงอยากให้รัฐเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อคงคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยไว้ รวมทั้งความรู้เรื่องการเก็บรักษาพันธุ์ข้าวด้วย

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ปัจจุบันข้าวไทยเเข่งขันได้น้อยลง เเละเริ่มสูญเสียตลาด เพราะมีสินค้าเดิมๆ ต่างจากที่คู่เเข่งพยายามปรับตัวขายสินค้าตามความต้องการของตลาด ซึ่งที่ผ่านมาการส่งเสริมตลาดของรัฐผิดด้าน รวมทั้งหน่วยรัฐมีความเข้มเเข็งน้อยลง สำหรับจุดอ่อนที่สำคัญของไทย คือความไม่ชัดเจนในนโยบายด้านงานวิจัย ไม่มีเเนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนนำไปสู่การเเก้ไขเเละเกิดประโยชน์ต่อชาวนา ซึ่งการควบคุมต้นทุนที่ได้ผลผลผลิตต่อไร่สูง เป็นทางหนึ่งจะประคับประคอง เเละทำให้ชาวนาอยู่รอดได้ท่ามกลางการเเข่งขันในปัจจุบัน

ต้องรู้ไว้ 5 อาชีพธนาคารไม่ปล่อยกู้ จะมีอาชีพของคุณหรือไม่ ไปดูกัน

เรื่องเงินๆทองๆคงไม่เข้าใครออกใคร การปล่อยกู้ของธนาคารก็เช่นกัน เราไปดูกันว่า อาชีพที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้ มีอะไรบ้าง เหตุผลเป็นเพราะอะไรนั้น ไปดูกันเลย

1. ทหาร ตำรวจ อาชีพนี้ถึงจะเป็นอาชีพที่มั่นคง แต่ก็เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิตแบบกระทันหัน ซึ่งเหตุผลที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้นั้นถึงแม้ว่าจะไม่เปิดเผยถึงเหตุผลแบบตรงไปตรงมาแต่เราก็พอทราบได้ว่าอาชีพที่มีความเสี่ยงแบบนี้คงเป็นเรื่องที่ยากที่จะปล่อยเงินกู้ นอกเหนือจากนั้น การทวงหนี้ก็เป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากอาชีพเหล่านี้มีอาวุธ เช่น ปืน มีด ที่เมื่อเกิดการปะทะอาจก่อให้เกิดการสูญเสียได้นั่นเอง ยกเว้น ทหาร ตำรวจ ที่เป็นแพทย์ อันนี้ธนาคารปล่อยกู้ให้

2. พนักงานชั่วคราว (Freelance) แน่นอนอยู่แล้วว่าอาชีพเหล่านี้เป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะมีรายได้สูงกว่าพนักงานประจำเสียด้วยซ้ำ แต่หลักฐาน Statement เงินเดือนยืนยันรายได้ที่แน่นอนว่าคุณจะมีเงินผ่อนชำระหนี้ให้กับธนาคารหรือไม่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อาชีพนี้จะถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ทำบัตรเครดิต (วิธีการแก้ไขคือ การนำเงินเข้าบัญชีทุกเดือนๆ ให้บัญชีธนาคารมีความเคลื่อนไหว คุณก็สามารถทำบัตรเครดิตผ่านได้แล้ว)

3. เจ้าของกิจการก่อสร้าง และ อสังหาริมทรัพย์ สำหรับคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้าง อสิงหาริมทรัพย์ การขอกู้ในธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดสินทรัพย์ขนาดใหญ่อาจจะสามารถปล่อยกู้ได้ แต่สำหรับธนาคารที่เป็น Non Bank จะไม่นิมยมปล่อยกู้ เนื่องมาจากเห็นว่าการขอกู้ในประเภทนี้จะเป็นการขอกู้ในวงเงินที่สูง ซึ่งเมื่อปล่อยกู้ไปแล้วก็ไม่สามารถคาดคะเนได้เลยว่ากิจการจะล้มละลายหรือไม่ จึงเป็นเหตุผลที่ธนาคารมักไม่ค่อยปล่อยกู้สำหรับผู้ที่ทำอาชีพนี้

4. พนักงานในบ่อนการพนัน ขึ้นชื่อว่าเป็นอาชีพที่มีการพนันมาเกี่ยวข้อง ก็รู้ได้เลยว่าเป็นอาชีพที่มีความไม่แน่นอน เงินที่ได้มาจากชั่วโมงก่อนอาจจะหายไปในพริบตาในชั่วโมงถัดไป และตัวบ่อนการพนันเองก็มีโอกาสปิดตัว จึงเป็นอาชีพที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้ให้แน่ๆ สำหรับใครที่จะยื่นเรื่องกู้ ขอบอกให้ตัดใจได้เลยค่ะ

5. พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย อาชีพนี้ถือเป็นอีกอาชีพที่ได้เงินแบบรายวัน จะได้มากได้น้อยก็ขึ้นอยู่กับลูกค้า ทางธนาคารเองจึงไม่ปล่อยกู้เพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับเงินคืน หรือลูกหนี้ไม่สามารถผ่อนชำระได้ครบตามที่ธนาคารกำหนด จึงไม่แปลกที่พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่จะหันไปกู้นอกระบบกันแทน

ทั้งหมด 5 อาชีพที่เราได้กล่าวมานั้น ล้วนเป็นอาชีพที่มีความไม่แน่นอนในเรื่องของรายได้ และมีความเสี่ยงสูงในการประกอบอาชีพนั้นๆ รู้อย่างนี้แล้วสำหรับใครที่เข้าค่ายทั้ง 5 อาชีพนี้ก็อย่าลืมวางแผนการเงินของตัวเองให้ดีๆกันนะคะ เพราะเมื่อไหร่ที่เราสามารถจัดสรรการเงินของเราได้ เมื่อนั้นเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปกู้หนี้ยืมสินใครค่ะ

เศรษฐีฟาร์มไก่ชน เปิดภาพล่าสุด ‘น้ำ รพีภัทร’ พระเอกหน้าหวาน ชื่อดัง หลังไม่ค่อยรับงานละคร

เมื่อพูดถึงพระเอกหนุ่มหน้าหวาน ขวัญใจ เเม่ยกในยุค 90 ก็คงไม่มีใครจำหนุ่มคนนี้ไม่ได้เลย ‘น้ำ รพีภัทร’ พระเอกชื่อดัง หลังไม่ค่อยรับงานละคร วันนี้ ทีมงาน POSTNET จะพามาดูชีวิตหลังจากห่างหายจากวงการบรรเทิงไปพอสมควรว่าเป็นยังไงเเล้วบ้าง ได้ข่าวว่าไปอยุ่กับธรรมชาติ เเละเป็นเจ้าพ่อฟาร์มไก่ชน มูลค่าหลักล้านเลยทีเดียว

น้ำ-รพีภัทร เป็นพระเอกหนุ่มที่ใช้ชีวิตได้น่าอิจฉามากเพราะวันว่าง หยุดจากการถ่ายละครมื่อไหร่ น้ำ จะใช้เวลาพักผ่อนที่บ้านต่างจังหวัด นครนายก ตลอด เพราะ นอกจากอากาศจะดีแล้ว หนุ่มน้ำ ยังทุ่มเทให้กับ ธุรกิจ ฟาร์มไก่ชน

ที่ต้องบอกว่าเขาสร้างมากับมือเลยจริงๆ จากความชอบสู่ธุรกิจที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ จะบอกว่า น้ำ รพีภัทร เป็นเศรษฐีฟาร์มไก่ชน ก็คงจะไม่ผิดนัก นอกจากพื้นที่สร้างฟาร์มไก่ชนแล้ว พระเอกอารมณ์ดียังขุดบ่อเลี้ยงปลาอีกด้วย

และที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับ น้ำ รพีภัทร กับภรรยาคนสวย มินตรา รวมถึงลูกชายสุดหล่อ น้องโอเชี่ยน ลูกสาวน่ารัก น้องมารีน คงจะบ้านหลังงามกลางท้องไร่ที่ต้องบอกว่าผสมผสานกันได้อย่างลงตัว เผลอแป๊บเดียวกลายเป็นคุณพ่อลูกสอง

ไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับพระเอกหนุ่มอารมณ์ดี อย่าง “น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล” โดยเจ้าตัวได้มีธุรกิจเสริมเปิดฟาร์มไก่ชน อยู่ที่จังหวัดนครนายก และไปดูบ้านหลังสวยของพระเอกคุณพ่อลูกสอง บ้านหลังงามนี้ตั้งอยู่ที่บ้านเกิดของเค้า

จังหวัดนครนายก เป็นบ้าน 2 ชั้น อยู่ในพื้นที่หลายไร่ มีการออกแบบในสไตล์โมเดิร์นลอฟต์ มันก็จะเดิร์นๆ หน่อย พื้นที่โดยรอบเป็นฟาร์มและท้องทุ่ง น่าอยู่ อบอุ่น และหลีกหนีความวุ่นวายได้ดีทีเดียว เปรียบเสมือนบ้านฟาร์มเลย

การตกแต่งภายในก็เรียบง่ายในแบบฉบับลอฟต์ ข้าวของไม่เยอะ แต่เน้นพื้นที่โล่งกว้าง หลายมุมก็ถูกใช้อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะมุมโซฟา ห้องครัว รวมไปถึงห้องนอน ดูแล้วสบายตามากๆ ประหนึ่งพื้นที่ ล้านกว่าเอเคอร์ นี่แอบอิจฉาหนุ่มน้ำเบาๆ

เพราะถ้าเป็นเมืองหลวงนะ แค่แมวดิ้นตายจริงๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ พระเอก ”น้ำ รพีภัทร” ยกขันหมากเงินสด 1 ล้านบาท ทองคำ 10 บาท แต่งงานสาว มินตรา กลางเมืองเชียงใหม่ ระบุขอตรวจความพร้อมร่างกายก่อนคิดเรื่องทายาท…

วิวาห์หวานดาราดังกลางเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้ จัดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 มี.ค. โดย น้ำ-รพีภัทร เอกพันธ์กุล ดารา พิธีกร ช่อง 7 สี ได้เข้าพิธีแต่งงานกับ มินตรา ชนิศา เหลี่ยวไชยพันธุ์ พร้อมญาติและเพื่อนดาราดังช่อง 7

ตั้งขบวนขันหมาก มีเงินสด 1 ล้านบาท ทองคำ 10 บาท ที่บริเวณวัดลอยเคราะห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จากนั้นได้เคลื่อนขบวนมาตามถนนลอยเคราะห์ โดยมีขบวนฟ้อนนำหน้า มีชาวเชียงใหม่ที่ชื่นชอบพระเอกคนดังได้โบกมือทักทาย

และขอเข้าไปถ่ายรูปกัน ซึ่งน้ำ รพีภัทร มีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ร่วมฟ้อนไปตลอดระยะทางประมาณ 300 เมตรถึงโรงแรม โดย มินตรา ชนิศา เหลี่ยวไชยพันธุ์ แต่งชุดวิวาห์แบบกึ่งล้านนาสีทองปักดิ้นงามสดใส รออยู่ในห้องประกอบพิธี

และนี้ก็เป็นชีวิตหลังฉากการเเสดงละคร ของพระเอกหน้าหวานที่ตอนนี้ กลับบ้านอยุ่กับธรรมชาติที่ทีมงาน โพสเน็ตนำมาให้ชม

เรียบเรียงโดยทีมงานโพสเน็ต

หน่วยซีล-นายแพทย์-มนุษย์อวกาศ ” Jonny Kim” โคตรมนุษย์ผู้ทำได้ทั้งสามอาชีพ ด้วยอายุเพียง 34 ปี

ถ้าคุณรู้สึกว่าตนเองล้มเหลว คุณเพียงแค่ดูประวัติของ Dr. Jonny Kim และจงเตรียมใจที่จะอับอายจากการไม่ประสบความสำเร็จไว้ได้เลย เราเชื่อว่าเด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็นทหาร บางคนอยากเป็นนายแพทย์ และบางคนอยากเป็นมนุษย์อวกาศ ซึ่งความฝันแต่ละอย่างที่กล่าวมานั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สำเร็จ ต้องมีทั้งความมานะอุตสาหะ โอกาส และระยะเวลา แต่ Dr. Jonny Kim ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีใต้ สามารถทำได้สำเร็จเมื่ออายุเพียง 34 ปี เท่านั้น

Dr. Jonny Kim หรือ Jonathan Yong Kim อาจถูกกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เค้าเกิดเมื่อปีพ.ศ.2527 หลังจากที่พ่อแม่ของเค้าได้ย้ายจากประเทศเกาหลีใต้ มาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปีพ.ศ.2523 เค้าถูกเลี้ยงและมีที่พักอยู่ระหว่าง Koreatown และSanta Monica ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของมหานคร LA จนเมื่ออายุ 18 เค้าจึงย้ายมาอยู่ Boston แต่แม่ของเค้ายังคงใช้ชีวิตอยู่ที่ LA ภายหลังจากจบชั้นมัธยมปลายใน Santa Monica เมื่อปีพ.ศ.2545 เค้าได้สมัครเข้ากองทัพเรือสหรัฐอเมริกา และเข้าเรียนหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจมของกองทัพเรือ รุ่นที่ 247 หรือที่รู้จักกันในนามหน่วยซีล หนึ่งในหลักสูตรที่ขึ้นชื่อว่าโหดหินที่สุดของกองทัพ Dr. Kim ได้ทำภารกิจการรบมากกว่า 100 ภารกิจ ขณะที่ประจำการอยู่ในตะวันออกกลาง ได้รับเหรียญกล้าหาญ Silver Star และ Bronze Star ประดับเครื่องหมาย Combat V

Dr. Kim ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเสนารักษ์ และพลแม่นปืนให้กับ SEAL Team Three จนกระทั่งสำนักพิมพ์กองทัพเรืออย่าง The NavyTimes ยกย่องเค้าให้เป็นหนึ่งใน 10 สุดยอดทหารเรือในประวัติศาสตร์ เหนือกว่า John F. kennedy อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯผู้ลือนามระหว่างที่ Dr. Kim ออกสนามรบครั้งแรกนั้น เค้าได้สูญเสียเพื่อนร่วมรบหน่วยซีลขณะปฏิบัติหน้าที่ เค้าจึงตัดสินใจที่จะเลือกศึกษาทางแพทยศาสตร์

Kim ได้เล่าว่า “สิ่งที่ทำให้ผมต้องตัดสินใจที่จะเลือกศึกษาทางการแพทย์นั้น เกิดขึ้นขณะผมต้องออกสนามรบ ไปประจำการที่เมืองRamadi ประเทศอิรัก ซึ่งเพื่อนหน่วยซีลของผมถูกยิง หลังจากพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาเค้าได้แล้ว เช่น เปิดช่องหายใจ หยุดการไหลของเลือด แต่ผมทำได้เพียงแค่นั้น ที่เหลือทำได้เพียงยืนดูทีมแพทย์ฉุกเฉินช่วยชีวิตเค้า”เค้าสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาคณิตศาสตร์จาก University of San Diego โดยได้เกียรตินิยมระดับสูงสุด และแพทยศาสตร์จาก Harvard Medical School ในส่วนของงานด้านอวกาศ หลังออกจากกองทัพ Dr. Kim ได้รับการบรรจุให้เป็นเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของ NASA อย่างที่เค้าได้ศึกษามา โดยเมื่อปี พ.ศ. 2560 เค้าได้ถูกเลือกเป็นหนึ่งใน 12 ผู้รับคัดเลือกเป็นมนุษย์อวกาศของ NASA ซึ่งจะต้องทำการฝึกหลักสูตรมนุษย์อวกาศถึง 2 ปีขณะนี้มาได้ครึ่งทางแล้ว การคัดเลือกมนุษย์อวกาศเป็นไปอย่างเข้มข้น และมีการแข่งขันสูงมาก จากผู้สมัครกว่า 18,300 คน ถูกคัดเลือกเหลือเพียง 12 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Dr.Jonny Kim อดีตหน่วยซีลดีกรีแพทยศาสตร์จากฮาวาร์ด

เห็นได้ว่าความสามารถของมนุษย์นั้น มีมากกว่าที่คนเราจะสามารถคาดการณ์ได้ ซึ่ง Dr.Kim เป็นตัวอย่างของมนุษย์ที่ใช้ขีดความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มที่ ถ้าเป็นประเทศไทยเราก็มีหมอหน่วยซีลเช่นกันคือ พันโทนายแพทย์ ภาคย์ โลหารชุนใครจะรู้ คุณก็อาจจะทำได้เหมือนกัน

ที่มา เสนาหลิม

“ขนส่ง” แจงแล้ว ปชช.อย่าสับสน มีใบขับขี่อัจฉริยะแล้ว แต่ยังต้องพกใบขับขี่จริงด้วย

เมื่อวันที่ 15 มกราคม นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ขนส่งทางบกได้ประกาศให้วันที่ 15 มกราคม เป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชนดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น DLT QR licent บนมือถือและสามารถดาวน์โหลดใบขับขี่ลงบนมือถือเพื่อใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน เรียกว่าใบขับขี่อัฉริยะนั้น ในเรืองนี้ได้สร้างความสับสนอย่างมากว่าใบขับขี่อัจฉริยะจะมาแทนใบขับขี่กระดาษ ซึ่งเรื่องนี้ยืนยันว่าแม้ว่าประชาชนจะใช้ใบขับขี่อัจฉริยะผ่านมือถือ

“แต่การใช้งานจริงตามกฎหมายประชาชนยังต้องมีการพกพาใบขับขี่กระดาษอยู่ เพราะตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกปี พ.ศ.2522 ใบขับขี่อัจฉริยะถือเป็นทางเลือกเท่านั้น และการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ถือเป็นการพัฒนาตามนโยบาย 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ในการพัฒนาระบบเพิ่มอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน”

ส่วนการพัฒนาเชื่อมระบบจากแอพพลิเคชั่นระหว่างขนส่งทางบก กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในอนาคตเพื่อให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดึงข้อมูลจากใบขับขี่อัจฉริยะนั้น ทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องมีการหารือในรายละเอียดอีกครั้งเพราะในระบบสามารถทำได้ในการตัดแต้ม หรือ ยึดใบขับขี่

นางจันทิรา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นขณะนี้การพัฒนาระบบดังกล่าวเพื่อเป็นการต่อยอดเกี่ยวกับข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกมาไว้บนมือถือ ผ่านการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นของ ขนส่งทางบก

เช่น ข้อมูลการต่อทะเบียน ต่อภาษี การตรวจสภาพ วันหมดอายุ หรือขั้นตอนการดำเนินการต่างๆของขนส่งทางบก รวมถึง แอพพลิเคชั่นดังกล่าวยังสามารถแชร์เส้นทางการเดินรถโดยสารสาธารณะ ,หรือ ปุ่มฉุกเฉินเพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งประโยชน์ต่างๆ ก็เพือให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการรับบริการจากขนส่งทางบก

“หนุ่มเมืองกาญฯ” ทำระเบียงไว้นั่งเล่น แต่กลายเป็นร้านยอดฮิต ลูกค้าแน่น!

หนุ่มใหญ่วัย42ปี ทำระเบียงริมท้องนาให้เพื่อนที่มาเที่ยวบ้านนั่งทานข้าว ก่อนพัฒนาเปิดเป็นร้านอาหารบรรยากาศแบบบ้านๆในราคาบ้านๆ ลูกค้าแน่นร้านทุกวัน

ที่ร้านระเบียงนา ในพื้นที่บ้านยาง หมู่ 2 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี กำลังเป็นสถานที่เช็คอินสุดฮิตและร้านอาหารยอดนิยม

ในหมู่ผู้ชื่นชอบธรรมชาติทั้งในจังหวัดกาญจนบุรีและต่างพื้นที่ ที่นิยมเดินทางแวะเวียนมาสัมผัสบรรยากาศของลมที่พัดเย็นสบายริมท้องนาเขียวขจีที่ทอดยาวไปบรรจบกับภูเขาลูกใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปด้านหน้า

โดยร้านระเบียงนา ตกแต่งแบบเรียบง่าย เน้นความเป็นชนบท เป็นร้านเปิดโล่งไม่มีเครื่องปรับอากาศ ทำให้ลมสามารถพัดเข้ามาได้ทุกทิศทาง

ในระหว่างรออาหารและเครื่องดื่ม ลูกค้าสามารถเดินเที่ยวชมบรรยากาศท้องทุ่ง นอนเปลริมคันนาหรือจะหามุมถ่ายภาพสวยๆก็มีให้เลือกมากมาย

นายบุญเลิศ ศีลธรรม อายุ 42 ปี เจ้าของร้านระเบียงนา เล่าถึงที่มาของร้านว่า เริ่มจากการที่ตนเองมีบ้านอาศัยอยู่ริมทุ่งนา ปกติก็มักจะมีเพื่อนแวะเวียนมาหาที่บ้านเป็นประจำ

ตนจึงตัดสินใจสร้างเพิงพักและระเบียงริมคันนา สำหรับนั่งทานอาหารเพื่อให้เพื่อนที่มาเที่ยวได้นั่งพักผ่อน จนมีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำว่า ให้ลองเปิดเป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มเล็กๆดู ตนจึงลองทำตามคำแนะนำ ช่วงแรกก็มีกลุ่มเพื่อนชวนคนรู้จักมาทาน

กระทั่งมีการถ่ายรูปบรรยากาศร้านไปลงในเฟซบุ๊กและมีการส่งต่อกันไป จนร้านกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้ทุกวันนี้ ที่ร้านจะมีลูกค้าเดินทางแวะเวียนมาทานอาหารและเครื่องดื่มกันแน่นทุกวัน

โดยเมนูเครื่องดื่มของทางร้านก็จะมี อิตาเลี่ยนโซดา มะนาวโซดา น้ำส้มและน้ำผลไม้ต่างๆ ส่วนอาหาร ก็จะเน้นเมนูเรียบง่ายสไตล์ชนบท เช่น ไก่ทอดเกลือ ไข่กระทะ หมูสะเต๊ะ ขนมจีบ ข้าวผัดต้มยำปลากระป๋อง เฟร้นช์ฟราย ไส้กรอก

โดยเมนูอาหารยอดฮิตที่ถือเป็นซิกเนเจอร์ของทางร้าน คือ ข้าวผัดปลาหมึกกรอบสามสี ที่นำเอาปลาหมึกกรอบมาผัดกับพริกหวาน สีเหลือง สีเขียว และพริกแดง

เมนูทำง่ายที่ให้รสชาติอร่อยถูกใจลูกค้า ที่สำคัญอาหารแต่ละเมนู ราคาไม่เกิน60บาท เรียกว่าเป็นร้านอาหารสไตล์บ้านๆที่ราคาอาหารก็บ้านๆเช่นเดียวกัน

รูปสวยๆจาก : เที่ยวทั่วไทย ไปไหนดี

อย่าทำให้แขกลำบากใจ งานแต่ง ทำไมต้องกำหนด Theme สีชุด

เราก็เห็นกันอยู่แล้วว่างานแต่งในปัจจุบันนี้ต้องสวยหรูงดงาม แขกในงานก็ต้องใส่ชุดมาในตีมสีเดียวกัน เพื่อความสบายตาและดูดี แต่เราจะหารู้ไม่ว่าคนที่อยากจะมาร่วมแสดงความยินดีบางคนเขาอาจจะไม่มีกำละงพอที่จะไปเช่าชุดสวยๆมา ฉะนั้นแล้วการจัดงาน อย่าทำให้แขกลำบากใจ เหมือนกับข้อความต่อไปนี้ อยากให้ผู้จัดได้อ่าน เชื่อว่าท่านจะได้แนวคิดใหม่ๆในการที่จะจัดงาน.

สมัยนี้งานแต่งงาน เจ้าภาพมักกำหนด “theme” (ชอบออกเสียงกันนักว่า ตีม) ชุดอย่างนี้ สีอย่างนั้น…เคยได้รับเชิญไปงานแต่งที่ กทม. ไม่ได้อ่านบัตรเชิญละเอียด เลยแต่งเสื้อนอกไหมไทยไป โดนเจ้าภาพล้อว่าแต่งตัวต่างจากคนอื่น.นึกอยู่ในใจว่า อุตส่าห์นั่งเครื่องบิน ไป-กลับ 5,000 กว่าบาท.ค่าแท็กซี่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวพร้อมเงินใส่ซองจำนวนหนึ่ง เบ็ดเสร็จหมื่นกว่าบาท.แต่มาถึงงานได้รับคำทักแบบนี้แทบจะวิ่งออกจากงานไปเลย.

ข้อความต่อไปนี้มาจากไลน์กลุ่มเพื่อนนิด้า มันแทงใจดำ อ่านสักหน่อยนะครับ “ตีม theme” มันคือยังไงกันจริงๆงานแต่งหลายงานที่ไม่ได้ไปแค่ฝากซอง.ก็เพราะการกำหนดชุดตีมงาน.ใส่ซองแล้วยังต้องมาเช่า หรือ ซื้อชุดเพื่อไปงานเลี้ยงอีกอ่านให้จบนะครับ.ดีมากๆแต่เสียดายที่ไม่ทราบว่าผู้ใดเขียน.อยากให้เครดิตเป็นอย่างยิ่ง.เพราะเขียนได้ดีมากๆ. ขอบคุณเจ้าของข้อความด้านล่างมา ณ ที่นี้ด้วยครับ.

ขอสอนลูกหลานในตระกูลของฉัน.ลูกหลานคนไหนมีงานออกการ์ดเชิญแขก ก็อย่าทำให้แขกลำบากใจ ทุกวันนี้ฉันไม่เข้าใจว่า ธรรมเนียมการแต่งตัวไปร่วมงาน โดยเฉพาะงานแต่งงาน ใครกันนะริเริ่มค่านิยมกำหนด? คำว่า “ตรีม/ทรีม” อะไรประมาณนี้ ต้องกำหนดให้แขกใส่ชุดสีนั้นสีนี้ อย่าทำแบบนั้นนะลูกหลาน จงจำไว้!!! เขามาเป็นแขกของเรา เขามาให้เกียรติแก่เรา เขาเสียสละเวลาทำมาหากินมาร่วมงาน เขาเอาเงินใส่ซองมาช่วยงานเรา เขามาอวยชัยให้พรเรา เราไม่ควรทำให้เขาลำบากใจ เราไม่มีสิทธิ์ไปกำหนดกฏเกณฑ์ในเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะการแต่งกายของแขก เป็นสิ่งไม่สมควร แต่ละคนที่มางานเราก็นับว่าเขาแต่งอย่างดีที่สุด ตามอัตภาพของเขาอยู่แล้ว เราเชิญใครมาเป็นแขกก็ด้วยความรัก ความเคารพ ความรู้จักมักคุ้น สนิทชิดชอบพอกัน ดังนั้นเรื่องการแต่งกายเป็นเรื่องพื้นฐานที่ “เรา”ผู้เป็นเจ้าภาพ ต้องยอมรับในแขกของเรา อย่าทำให้เขาลำบากใจ ต้องเสียเงินเสียทองหาซื้อชุดใหม่ หรือไม่มั่นใจว่าใส่ชุดสีนี้ไป สีไม่เหมือนที่เจ้าภาพกำหนด เจ้าภาพจะพอใจหรือไม่พอใจ ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น แต่ละชุดที่ฉันใส่ไปร่วมงานแต่ละครั้ง อยากจะบอกว่า ทุกชุดที่แต่งไปฉันเลือกอย่างดีที่สุด และก็ไม่ได้ใส่ไปเพื่ออวดโชว์อวดรวยด้วย แต่ที่แต่งไปก็เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เจ้าภาพ เจ้าของงานทุกงานที่เชิญมา ผ้าทุกชิ้นมีราคาตัดเย็บด้วยช่างมีฝีมือ เสื้อบางตัวราคาเกือบหมื่น เป็นต้น แต่บางคนเขาสวมใส่มากางเกงขายาวเสื้อเชิ๊ต เราเป็นเจ้าภาพก็ต้องต้อนรับเขาอย่างดี เพราะเขาเป็นแขกของเรา ก็สุดแท้แต่สถานะของแต่ละบุคคล.แต่เดิมทีการเชิญแขกมาร่วมงาน “เพียงแค่แขกเดินทางมาตามคำเชิญ เจ้าภาพก็ดีใจอย่างมากแล้ว” ดังนั้นลูกหลานของฉัน!!! จงอย่าทำให้แขกลำบากใจ ในการที่จะแต่งกายมาร่วมงาน หากพวกเธอคิดว่าเป็นค่านิยมสมัยใหม่ที่เธอชอบใจ ก็ขอให้ทำกันเฉพาะในกลุ่มเพื่อนพ้องญาติพี่น้องของเธอ ไม่สมควรที่จะกำหนดลงไปในการ์ดเชิญ ฉันขอสั่ง/สอน ลูกหลานในตระกูลของฉัน อย่าให้คนอื่นเขามาด่าว่าบุพการี ว่าไม่สั่งสอนลูกหลานให้รู้ประสากัน

ความคิดเห็นจากชาวเน็ต

หลายคนเห็นด้วย

ในยุคสมัยปัจจุบันอะไรๆก็เปลี่ยนงานแต่งต้องเป็นความทรงจำที่ดี ฉะนั้นแขกที่มาร่วมงานก็ให้มาแบบสบายใจ ไม่ต้องกดดันอะไรนะคะ แต่บางทีที่กำหนดตีมงาน อาจจะไตร่ตรองดีแล้ว อย่างไรแล้วก็ใช้วิจารณญาณในการจัดนะคะ 

ขอขอบคุณที่มาจาก: ชินภัทร ตันศรีสกุล

100 อันดับโรงเรียนคุณภาพที่สุดในประเทศ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาดูการจัดอันดับ 100 โรงเรียนที่มีคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย ซึ่งการจัดอันดับนี้มาจากแหล่งอ้างอิงข้อมูลจากหนังสือวารสารสมองการศึกษาฉบับที่ 8/2561 โดยมีหลักเกณฑ์การวัดคุณภาพชั้นรวมของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในหลายๆด้านอย่างเช่นในเรื่องของการได้เป็นตัวแทนของจังหวัดไปแข่งขันวิชาการหรือแข่งขันต่างๆระดับนานาชาติหรือระดับประเทศผลสอบระดับชาติมัธยมปลายมัธยมต้นรวมถึงผลงานทางด้านกีฬาและดนตรีต่างๆซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันต่างๆในเอง ซึ่งจะเป็นโรงเรียนอะไรบ้างนะลองมาดู

  • 1.เตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพมหานคร
  • 2.มหิดลวิทยานุสรณ์ นครปฐม
  • 3.สวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
  • 4.อัสสัมชัญ บางรัก กรุงเทพมหานคร
  • 5.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
  • 6.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพมหานคร
  • 7.สามเสนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
  • 8.เซนต์คาเบรียล กรุงเทพมหานคร
  • 9.สตรีวิทยา กรุงเทพมหานคร
  • 10.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ กรุงเทพมหานคร
  • 11.สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร
  • 12.มงฟอร์ตวิทยาลัยแผนกมัธยม เชียงใหม่
  • 13.เบ็ญจะมะมหาราช อุบลราชธานี
  • 14.อุดรพิทยานุกูล อุดรธานี
  • 15.เทพศิรินทร์ กรุงเทพมหานคร
  • 16.สาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชียงใหม่
  • 17.หอวัง กรุงเทพมหานคร
  • 18.บุญวาทย์วิทยาลัย ลำปาง
  • 19.นครสวรรค์ นครสวรรค์
  • 20.สาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร
  • 21.วัดสุทธิวราราม กรุงเทพมหานคร
  • 22.สามัคคีวิทยาคม เชียงราย
  • 23.เบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราช
  • 24.ปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่
  • 25.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
  • 26.สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี
  • 27.ยุพราชวิทยาลัย เชียงใหม่
  • 28.พิบูลวิทยาลัย ลพบุรี
  • 29.สวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี
  • 30ชลราษฎรอำรุง ชลบุรี
  • 31สตรีวิทยา 2 กรุงเทพมหานคร
  • 32.โยธินบูรณะ กรุงเทพมหานคร
  • 33.เซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กรุงเทพมหานคร
  • 34.ราชสีมาวิทยาลัย นครราชสีมา
  • 35.ภูเก็ตวิทยาลัย ภูเก็ต
  • 36.เฉลิมขวัญสตรี พิษณุโลก
  • 37.ขอนแก่นวิทยายน ขอนแก่น
  • 38.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร
  • 39.หาดใหญ่วิทยาลัย สงขลา
  • 40.ศึกษานารี กรุงเทพมหานคร
  • 41.เบญจมราชูทิศ ราชบุรี
  • 42.อัสสัมชัญสมุทรปราการ สมุทรปราการ
  • 43สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต ปทุมธานี
  • 44.ราชวินิตบางแก้ว สมุทรปราการ
  • 45.มหาวชิราวุธ สงขลา
  • 46.จุฬาภรณราชวิทยาลัย ตรัง
  • 47.พรหมานุสรณ์ เพชรบุรี
  • 48.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กรุงเทพมหานคร
  • 49.ร้อยเอ็ดวิทยาลัย ร้อยเอ็ด
  • 50.เบญจมราชรังสฤษฎิ์ ฉะเชิงเทรา
  • 51.สุรนารีวิทยา นครราชสีมา
  • 52.ดาราวิทยาลัย เชียงใหม่
  • 53.อัสสัมชัญคอนแวนต์ กรุงเทพมหานคร
  • 54.นารีรัตน์ แพร่
  • 55.มาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
  • 56.คณะราษฎร์บำรุง ยะลา
  • 57.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 กรุงเทพมหานคร
  • 58.พิริยาลัย แพร่
  • 59.สตรีศรีน่าน น่าน
  • 60.พิษณุโลกพิทยาคม พิษณุโลก
  • 61.บุรีรัมย์พิทยาคม บุรีรัมย์
  • 62.นวมินทราชินูทิศ บดินทร์เดชา กรุงเทพมหานคร
  • 63.ปราจิณราษฎรอำรุง ปราจีนบุรี
  • 64.บูรณะรำลึก ตรัง
  • 65.สิรินธร สุรินทร์
  • 66.แก่นนครวิทยาลัย ขอนแก่น
  • 67.จิตรลดา กรุงเทพมหานคร
  • 68.ศรีสะเกษวิทยาลัย ศรีสะเกษ
  • 69.จักรคำคณาทร ลำพูน
  • 70.ราชินี กรุงเทพมหานคร
  • 71.สาธิตมัธยมมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์) ขอนแก่น
  • 72.เบญจมราชาลัย กรุงเทพมหานคร
  • 73.สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม นครปฐม
  • 74.จุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร มุกดาหาร
  • 75.สตรีวัดมหาพฤฒาราม กรุงเทพมหานคร
  • 76.สระบุรีวิทยาคม สระบุรี
  • 77.บางปะกอกวิทยาคม กรุงเทพมหานคร
  • 78.สาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ปัตตานี
  • 79.ทวีธาภิเศก กรุงเทพมหานคร
  • 80.เบญจมราชูทิศ จันทบุรี
  • 81.มารีย์วิทยา นครราชสีมา
  • 82.สารคามพิทยาคม มหาสารคาม
  • 83.ระยองวิทยาคม ระยอง
  • 84.สุราษฎร์พิทยา สุราษฎร์ธานี
  • 85.สุรศักดิ์มนตรี กรุงเทพมหานคร
  • 86.ศรียาภัย ชุมพร
  • 87.ลำปางกัลยาณี ลำปาง
  • 88.สายน้ำผึ้ง กรุงเทพมหานคร
  • 89.อัสสัมชัญธนบุรี กรุงเทพมหานคร
  • 90.สกลราชวิทยานุกูล สกลนคร
  • 91.สาธิต”พิบูลย์บำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา ชลบุรี
  • 92.ชลกันยานุกูล ชลบุรี
  • 93.พระปฐมวิทยาลัย นครปฐม
  • 94.นวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กรุงเทพมหานคร
  • 95.แสงทองวิทยา สงขลา
  • 96.จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล
  • 97.สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา พระนครศรีอยุธยา
  • 98.สตรีสมุทรปราการ สมุทรปราการ
  • 99.ปราจีนกัลยาณี ปราจีนบุรี
  • 100.สายปัญญาในพระราชินูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร

โลกประทับใจไทยงามมารยาท โค้ชโต่ย ยกมือไหว้สุดนอบน้อม ขณะโค้ชUAEยอดกุนซือระดับโลกเดินมาชื่นชม

จากกรณีการเเข่งขันฟุตบอลรายการ AFC Asian Cup 2019 กลุ่มเอ นัดที่สาม ณ สนาม ฮัซซา บิน ซายิด สเตเดียม ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พบ ทีมชาติไทย ซึ่งเกมนี้ถือเป็นแมตช์ชี้ชะตาของทีมชาติไทยเพราะเงื่อนไขการเข้ารอบนั้นมีอยู่ว่า ต้องชนะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออีให้ได้สถานเดียว แต่ถ้าหากชนะไม่ได้ ในกรณีที่ไทยเสมอกับยูเออี ก็ต้องลุ้นให้อินเดียแพ้บาห์เรน แต่ถ้าอินเดียชนะ ถือว่าดับฝันการเข้ารอบ 16 ทีมของแข้งช้างศึกแทบจะทันที ในกรณีที่ไทยแพ้

ทั้งนี้โดยโค้ชโต่ย ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย โค้ชรักษาการของทีมชาติไทยได้กล่าวก่อนที่แข้งช้างศึกลงเตะว่าไทยต้องพยายามเก็บแต้มให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งแต้มหรือสามแต้ม เพื่อลุ้นและการันตีการเข้ารอบ

ในขณะที่ อัลแบร์โต้ ซัคเคโรนี กุนซือเจ้าภาพยูเออี  กล่าวว่าต้องการความแน่นอนด้วยการเอาชนะทีมชาติไทยให้ได้เพื่อเข้ารอบเป็นแชมป์กลุ่ม ซึ่งทีมตนจะไม่ให้พลาดอย่างแน่นอน

รายชื่อทั้งสองทีม

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ : อีซา(GK), โมฮัมเหม็ด อาห์เหม็ด, กาห์นิม, ซาเลห์, ฮัสซาน, ซัลมีน, บันดาร์ โมฮัมเหม็ด(โมฮัมเหม็ด อับดุลราห์มาน 46), มูบารัค(มาร์ตา 83), อัล ฮัมมาดี(คาลิล 79), มับคูต, อิสมาอิล อาห์เหม็ด

ทีมชาติไทย : ศิวรักษ์ เทิดสูงเนิน(GK), สุพรรณ ทองสงค์, มิก้า ชูนวลศรี(เฉลิมพงศ์ เกิดแก้ว 16), อดิศร พรหมรักษ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์(ปกเกล้า อนันต์ 89), ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีราทร บุญมาทัน, ทริสตอง โด, อดิศักดิ์ ไกรษร(ศุภชัย ใจเด็ด 64),ธีรศิลป์ แดงดา

กรรมการผู้ตัดสิน : ริวจิ ซาโตะ จากญี่ปุ่น

โดยในการแข่งขันครึ่งแรก เริ่มเกมมาได้เพียง 7 นาที ยูเออีได้ประตูขึ้นนำจากการทำเกมทางด้านซ้าย ฮัสซาน เปิดบอลมาเข้าทางซัดชนคานกระเด้งเข้าสนามอีกครั้ง และมับคูตยืนอยู่ถูกจังหวะโหม่งเข้าประตูไปอย่างง่ายดาย เจ้าภาพนำ 1-0

หลังจากที่ได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว เจ้าภาพยูเออีก็พยายามบุกอย่างหนัก หวังได้ประตูเพิ่ม จนในนาทีที่ 17 ได้มีโอกาสลุ้นอีกขึ้นจากการปั้นเกมรุกทางด้านซ้าย บอลไปเข้าทางยิงด้วยเท้าขวาแต่ไม่พ้นมือศิวรักษ์ เทิดสูงเนินไปได้

ต่อมาในนาทีที่ 42 ประตูแรกที่กองเชียร์ทีมชาติไทยรอคอยก็มาถึง เมื่อ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ อาศัยความขยัน เข้าแย่งบอลกับผู้เล่นยูเออี แล้วจ่ายบอลให้กับ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ดีดให้กับ ธีรศิลป์ แดงดา แต่จับบอลได้ไม่ดีทำให้เข้าทาง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ตอกส้นติด อีซ่า บอลกระดอนออกมาเข้าทางฐิติพันธ์อีกครั้ง จึงจิ้มบอลลอดมือผู้รักษาประตูตุงตาข่าย ทีมชาติไทยตีเสมอได้สำเร็จ 1-1 จากนั้นก็ไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้ จบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

เริ่มครึ่งหลังมาทั้งคู่ผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างดุเดือด จนทัพช้างศึกมาได้ลูกเตะมุมในนาทีที่ 50 ธีรทร บุญมาทัน เปิดไปยังเสาแรก เข้าทาง ธีรศิลป์ แดงดา แต่โหม่งสะบัดข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย

หลังจากนั้นทั้งสองทีมพยายามเจาะหาช่องเพื่อสร้างสรรค์โอกาสการทำประตู จนเจ้าภาพมาได้ฟรีคิกในจุดหวาดเสียว แต่อาเหม็ด คาลิล ยิงข้ามคานออกไป

จนกระทั่งครบ 90 นาทีไม่มีทีมใดสามารถทำประตูเพิ่มได้อีก จึงส่งผลให้ เจ้าภาพสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เสมอทีมชาติไทย 1-1

ผลเกมการแข่งขันส่งผลให้ทีมชาติไทยการันตีการเข้ารอบด้วยการเป็นอันดับที่สองของกลุ่ม เนื่องจากอีกหนึ่งสนาม บาห์เรน สามารถเอาชนะอินเดียได้ 1-0 และเฮดทูเฮด ทีมชาติไทยดีกว่าบาร์เรน

แต่ทีมชาติบาห์เรนก็มีโอกาสเข้ารอบด้วยสิทธ์การเป็นอันดับสามที่มีคะแนนที่ดีที่สุด เนื่องจากต้องการ 16 ทีม เพื่อเล่นรอบต่อไปและแต่ละกลุ่มเข้ารอบแน่ๆ แล้ว กลุ่มละ 2 ทีม จะได้เป็น 12 ทีมจากทั้งหมด 6 กลุ่ม จึงเหลือโควต้าอีก 4 ทีม จึงต้องหาอันดับสามที่มีคะแนนดีที่สุด อย่างไรก็ตามจบการแข่งขันได้มีภาพประทับใจให้แฟนบอลได้เห็นเมื่อ อัลแบร์โต ซัคเคโรนี่ กุนซือ ระดับโลกชาวอิตาลี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วัย 65 ปี ได้เดินเข้ามาชื่นชม โค้ชโต่ย ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย กุนซือของทีมชาติไทย โดยโค้ชโต่ยได้ไหว้ขอบคุณ ขณะที่ซัคเคโรนี่ ตบบ่าของโค้ชโต่ยด้วยความชื่นชม

ขอบคุณภาพเฟซบุ๊ก : ฟุตบอลทีมชาติไทย