บางคน .. พูดดีแต่กับคนอื่น แต่พูดีกับคนในบ้านไม่ได้!!

บางคน…

พูดกับเพื่อน…ดี พูดกับครู…ดี

พูดกับลูกค้า…ดี พูดกับคนอื่น…ดี

แต่พูดกับคนในบ้าน…ไม่ดี

โดนอะไรหนักๆ ที่โรงเรียนมา

ก็กลับมาเหวี่ยง…ใส่คนที่บ้านโดนอะไรแรงๆ ในที่ทำงาน

ก็เอามาพาล…ใส่คนที่บ้าน

เพราะอะไรอ่ะ?

เพราะคนในบ้าน… แคร์ความรู้สึกเราและ ‘ยอม’ เสมอ

คนในบ้าน ‘ยอม’ จนบางครั้ง…

หลายคนอาจลืมไปว่า…

เงินที่ได้ไปโรงเรียน…

ก็ได้มาจากคนในบ้านนี่แหละ

เวลาหิว…

คนในบ้านรึเปล่า…ที่คอยทำให้กิน

เวลาที่ทุกข์ใจใครทิ้งมา….

สุดท้ายก็มีแค่คนในบ้านนี่แหละ

ที่ไม่เคยทิ้งเราไปไหน

อาจจะมีซ้ำเติม สั่งสอนบ้าง

นั่นก็เรื่องธรรมดา เวลาที่เดือดร้อน… ก็คนในบ้านรึเปล่า

ที่จะอยู่ข้างเรา… เป็นคนสุดท้าย

บนโลกนี้เอาจริงๆ

…จะมีสักกี่คน…

ที่ทนนิสัยแย่ๆ ของเราได้ตลอด

จะมีสักกี่คน…. ที่ทนทำอะไรให้เราได้ขนาดนี้

จะมีมั้ย? ถ้าไม่ใช่ ‘ครอบครัว’

ใส่ใจความรู้สึกของคนในครอบครัวบ้าง

ก่อนที่จะสายเกินไป….

จนไม่เหลือใครให้ใส่ใจ.

(Cr. Kru Mos Saranyoo)

. ︷‧:✿ เพราะลดลง.. จึงได้มากขึ้น

ลดความโกรธให้น้อยลง ฉันได้สติมากขึ้น

ลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง ฉันได้เงินเก็บมากขึ้น

ลดการพูดให้น้อยลง ฉันทำหลายอย่างได้มากขึ้น

รักตัวฉันเองให้น้อยลง คนอื่นรักฉันมากขึ้น

นอนให้น้อยลง ฉันได้ทำหลายอย่างมากขึ้น

คิดเรื่องเครียดให้น้อยลง ฉันยิ้มได้มากขึ้น

ลดความอายให้น้อยลง ฉันได้ความกล้ามากขึ้น

ดูละครให้น้อยลง ฉันอ่านหนังสือได้มากขึ้น

ฉันวิ่งให้ช้าลง ฉันมองเห็นคนข้างหลังมากขึ้น

เชื่อให้น้อยลง ฉันมองเห็นอะไรมากขึ้น

ลดทิฐิให้น้อยลง ฉันรู้จักอภัยมากขึ้น

กระโดดให้น้อยลง ฉันเดินได้มั่นคงมากขึ้น

กินให้น้อยลง ฉันอิ่มได้มากขึ้น

ก้มหน้าให้น้อยลง ฉันมองเห็นได้ไกลขึ้น

พักเหนื่อยให้น้อยลง ฉันรู้จักความสบายมากขึ้น

เห็นแก่ตัวให้น้อยลง มีคนรอดชีวิตมากขึ้น

แบกของหนักให้น้อยลง ชีวิตฉันเบามากขึ้น

เป่าลมออกน้อยลง ฉันสูดลมเข้าได้มากขึ้น

แอบฟังให้น้อยลง ฉันได้ยินอะไรมากขึ้น

ฉันคิดคำถามน้อยลง ฉันได้คำตอบมากขึ้น

ทะเลาะกับเด็กให้น้อยลง ฉันโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทะเลาะกับผู้ใหญ่ให้น้อยลง ฉันได้รับการเอ็นดูมากขึ้น

แสดงความฉลาดให้น้อยลง ฉันได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น

คิดถึงคนที่ฉันรักให้น้อยลง ฉันเข้าใจคนที่ฉันรักมากขึ้น

พูดให้ร้ายคนอื่นให้น้อยลง มีคนพูดถึงฉันในแง่ดีมากขึ้น

ออกนอกบ้านให้น้อยลง ฉันได้ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น

ลดความคิดที่จะดูถูกให้น้อยลง

ฉันได้รับคำตอบสำหรับทำเรื่องที่ถูกต้องได้มากขึ้น

เราลดบางอย่างลง…

แต่เรากลับได้บางอย่างเพิ่มมากขึ้นจริงๆ

ขอบคุณที่มา วนารักษ์

เชื่อว่าเมื่อบุญให้ผล คนดีๆจะเดินเข้ามาในชีวิตเราเอง

ผมเชื่อว่าเมื่อ บุญให้ผล เราก็จะพบ คนดีคนจริงใจ คนที่ มีความมั่นคง เข้ามาทำให้ มีความสุขมากขึ้น ในชีวิต

และเมื่อ กรรมให้ผล เราจะพบ คนไม่ดีไม่จริงใจไม่ซื่อสัตย์ เข้ามาทำให้ มีความทุ กข์มากขึ้น ในชีวิต

ถ้านิสัยของเราดีขึ้น ในวันที่พบ คนดี

จึง เรียกว่า พบคนดี ในเวลาที่เหมาะ

เหมาะในที่นี้ คือ มีความพร้อมที่จะรักษา ความรัก

ถ้านิสัยของเร ายังไม่ดีขึ้น ในวันที่พบคนดี

แบบนี้แนวโน้ม คือ นิสัยเสียๆ ของเรา

จะเป็นตัวที่ทำให้คนดีๆ ออกไปจาก ชีวิตเราได้

ตราบใด ที่ไม่คิดแก้ไขนิสัยร้า ยๆ ของตัวเอง ให้ดีขึ้น

แนวโน้ม คือ ชีวิตเรา ก็จะดึงดูด คนที่แย่ๆ

ดึงดูดคนแบบเดิม ที่ห่วยๆ เข้ามาเหมือนเดิม

ถ้านิสัยของ เราดีขึ้น

ในขณะที่ยังต้องเจออยู่กับ คนไม่ดี

ความดี หรือกรรมดี ของเราตรงนี้

ไม่ใช่สิ่ง ที่จะรับประกันได้ว่า..

จะสามารถเปลี่ยนใคร ให้ดีขึ้นได้

แต่ความดีนั้น

จะทำหน้าที่ ดึงดูดคนดีๆ เข้ามาในวันหน้าแทน

และ มักจะเป็นในเวลาที่เหมาะด้วย

การเจอ คนดี แต่รักษาคนดี ไม่เป็น

ส่วนหนึ่งเป็น เพราะไม่รู้จักการต่อบุญ ใหม่ร่วมกัน

แต่ส่วนใหญ่ ก็เป็น เพราะหวงนิสัยเสียๆ ของตน

มากกว่าคนดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต นั่นแหละครับ

การเจอคนร้ ายๆ แต่ยัง ยอมทนทุ กข์ อยู่

ตรงนี้ คือ การใช้กรรม ในรูปแบบหนึ่ง

เมื่อไหร่ที่ ทุ กข์พอแล้ว ทนพอแล้ว

ไม่อยากเห็นตัวเอง ทนทุ กข์ ซํ้าซา ก ต่อไป

คิดเดินออกมา ได้เมื่อไหร่ จึงเรียกว่า หมดกรรม เมื่อนั้น

ถ้าเราเป็น คนดี เวลาจะดึงดูสิ่งดีๆ เข้ามาหาเรา

แต่ถ้าเราเป็น คนไม่ดี เวลาจะพัดพาสิ่งดีๆ ออกไปจาก ชีวิตเรา เช่นนั้นเอง

ขอบคุณ : สบายตา, RUGYIM

คนมีวาสนา จะไม่เลื่อนผ่านบทความนี้ อยากให้อ่านดีมาก

ไม่ได้อยู่ที่คุณมีรถหรูเพียงใดขับ

แต่อยู่ที่ขับรถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

ไม่ได้อยู่ที่คุณมีบ้านหลังใหญ่โตเพียงใด

แต่อยู่ที่ในบ้านมีเสียงหัวเราะหรือไม่

ไม่ได้อยู่ที่พ่อแม่เหลือมรดก ไว้ให้คุณหรือไม่

แต่อยู่ที่พ่อแม่แข็งแรง ให้คุณดูแลปรนนิบัติหรือไม่

ไม่ได้อยู่ที่คุณมีคู่ชีวิตสวย หรือหล่อเพียงใด

แต่อยู่ที่เขาและเธอเข้าใจคุณ หรือไม่

ไม่ได้อยู่ที่ลูกของคุณเรียนเก่ง ทำงานเก่งเพียงใด

แต่อยู่ที่กตัญญูรู้ คุณหรือไม่?

ไม่ได้อยู่ที่คำหวานหู หรือเสียงปรบมือเมื่อคุณมีเงินนั้นดังเพียงใด

แต่อยู่ที่เมื่อคุณล้มลงยังมีอีกหลายมือยื่นมาฉุด ให้คุณลุกขึ้นยืนใหม่ อีกครั้งหรือไม่

เพราะฉะนั้น อย่าอวดว่ามีเงิน เพราะยามเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล มันไม่ต่างอะไรกับกระดาษ

อย่าอวดในตำแหน่งหน้าที่ที่มีอยู่

เพราะวันใดที่คุณล้มป่วย ยังมีคนเป็นจำนวนมากที่ทั้งเก่ง และเยี่ยมยอดรอเสียบตำแหน่งต่อจากคุณ

อย่าอวดรถยนต์ที่คุณขับ เพราะวันใดที่คุณจากไป กุญแจรถก็อยู่ในมือ ของคนอื่น

อย่าอวดว่ามีบ้านหลังใหญ่โต วันที่คุณจากไป มันก็เปลี่ยนเป็น ของคนอื่น

สุขอยู่ที่ใด สุขอยู่ที่ใจ รู้ใจได้สุข

ความสุขของคนเราแตกต่างกัน

บางคนไปท่องเที่ยว เพราะ มีเวลา มีเงิน ไม่มีใครให้พะวง

บางคนชอบขี่จักรยาน ได้ออกกำลังกาย เห็นสิ่งสวยงามที่ซ่อนเร้น อยู่รายทาง

บางคนชอบ เข้าวัด ทำบุญภาวนา ทำจิตใจให้สะอาด ดื่มด่ำ ในรสพระธรรม

บางคนชอบทำสวน ปลูกพืชผักเป็น งานอดิเรกที่แสนวิเศษ

ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม อุทิศตนให้สาธารณะกุศล

ผู้ที่อุทิศตนให้กับประเทศชาติ เป็นบุคคลระดับมันสมอง เป็นทรัพยากรที่มีค่า

การเลี้ยงดูหลาน เขาว่าแขนงแรงกว่ากิ่งจริงนะ เป็นความสุขที่ได้ช่วยลูกสุดที่รัก และเฝ้าดูการเจริญเติบโตของเลือดเนื้อเชื้อไข

การดูแลสามีและภรรยาสุดที่รักประเสริฐนัก คนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ทำให้รู้ว่าน้ำตาลไม่มีวันคลายรสหวาน

บางคนได้ดูแลบุพการี โชคดีที่ได้ปรนนิบัติพระอรหันต์ สุขที่ได้ทำเพื่อท่านก่อนสายเกิน

สุขใครสุขมัน สุขในสิ่งที่ทำ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

บางคนสวรรค์อยู่ในบ้าน แค่เอนกาย มีเพลงเบาๆ เขาก็ว่าสุขแล้ว

ชีวิตบั้นปลายแตกต่างกัน

เราไม่จำเป็นต้องเหมือนใครและเอาอย่างใคร

ที่มา rugyim

ยิ่งกว่าละคร จากเศรษฐีรวยพันล้าน ตกอับ-ล้มละลาย กลายเป็น “พ่อค้าก๋วยเตี๋ยว” ในวัย 76 ปี จุดจบไม่หรูอย่างที่คิด บทเรียนราคาแพงที่ต้องจ่ายทั้งชีวิต

จากมหาเศรษฐี “รวยพันล้าน” หมดตัวไม่เหลืออะไร ชีวิตตอนแก่สุดแสนลำบาก รวยแล้วอย่าลืมตัว บทเรียนจากชีวิตจริง!! “ชีวิตมีขึ้นมีลงอย่าดูถูกใคร”

เรื่องราวดังกล่าวเป็นเรื่องของมหาเศรษฐีพันล้าน เจ้าของที่ดินในกรุงเทพมหานคร และตามหัวเมืองใหญ่ของประเทศไทย รวมแล้วกว่า 500 ไร่ จากเคยทำธุรกิจค้าไม้ได้กำไรอย่างงาม ใช้ชีวิตสุขสบาย หรูหรา หมดเงินไปกับการกินการดื่มครั้งละนับแสน ส่งเสียลูกทุกคนเรียนเมืองนอก ขณะที่ภรรยาชอบเล่นหุ้น สามารถสร้างรายได้เป็นเงินสดกว่าพันล้าน ซ้ำยังผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 40 มาได้แบบไม่ต้องรับผลกระทบใดๆ

ต่อมาเกิดน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ในประเทศไทย ส่งผลให้ต้องเลิกทำธุรกิจค้าไม้ ก่อนย้ายมาตั้งโรงงานอะไหล่ที่ จ.อยุธยา ผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนั้น ทำให้ทรัพย์สินของเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น รถ 19 คัน บ้าน 5 หลัง ที่ดินและเงินสดทั้งหมดสูญไป ด้านภรรยาเล่นหุ้นขาดทุนกว่า 400 ล้านบาท ทิ้งไว้เพียงหนี้กองโตจำนวนกว่า 200 ล้าน

“เมียผมชอบเล่นหุ้น หุ้นก็ขึ้นเอาๆ เรามีเงินสดหลายร้อยล้าน ปีที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ผมไม่ได้รับผลกระทบ กระทั่งปีที่น้ำท่วมใหญ่ ผมจึงเลิกกิจการโรงไม้ หันมาตั้งโรงงานอะไหล่เครื่องยนต์ที่อยุธยา ทรัพย์สมบัติครั้งนั้น มีรถยนต์ 19 คัน บ้านอีก 5 หลัง ที่ดินทั้งหมดและเงินสดที่เคยมี แฟนผมเล่นหุ้นเจ๊งไปสี่ร้อยกว่าล้าน ลูกๆ ทำธุรกิจก็หมดตัวขาดทุนย่อยยับ ภายใน 2 ปีสิ่งที่ผมมีมันหายไปหมด

เหลือไว้เพียงหนี้สินสองร้อยกว่าล้าน ปัจจุบัน ผมคือบุคคลล้มละลาย เช่าห้องแถวอยู่พอได้ขายก๋วยเตี๋ยวประทังชีวิต ไปวันๆ

เมียผมก็ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร ลูกๆ ผมไม่เคยเห็นหน้า ตอนนี้ผมอายุ 76 ผมต้องยกหม้อก๋วยเตี๋ยว ล้างจานเอง” ชายแก่วัย 76 ปี ถ่ายทอดเรื่องราวให้ฟัง

ทุกวันนี้ปลงได้แล้ว มาลำบากตอนแก่ เงินค่าเช่าห้องต้องไปยืมกับคนที่เราเคยด่าเขาไว้ ลูกของเขายื่นเงินให้เราแสนห้าพร้อมพูดว่า “พ่อผมบากหน้าไปยืมเงินคุณลุงเพราะตอนนั้นผมเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดสมอง พ่อนั่งร้องไห้ คุณลุงด่าแล้วโยนเงินให้เหมือนหมา”

ผมเดินร้องไห้มาถึงบ้าน เอาเงินจ่ายค่าเช่าห้องแถว ลงทุนมีเงินเก็บไว้ 30,000 บาท และผมเข้าใจความรู้สึกของคำว่า “กรรมนั้นตามสนอง” หลานไม่ได้ด่าผม แต่หลานพูดความจริง เพียงแต่ผมรับความจริงไม่ได้

แต่ตอนนี้ผมมีความสุขดี พระแม่ชี ขอทาน มากินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านผม ผมไม่คิดเงิน ตอนผมมีเยอะๆ ผมเบื่อคนบอกบุญ ผมหลอกเขาว่านับถือคริสต์ ผมไม่เคยทำบุญ แต่ใช้เงิน ผมเที่ยว ผมกิน ผมมีผู้หญิง

ตอนนี้ผมหมดตัวมีหนี้สิน สิ้นเพื่อน ไร้ลูก ผมถึงได้ฟังธรรมะ เข้าวัดเป็น รู้จักทาน อีกหน่อยก็คงจากไป ผมห่วงแค่เมียผม ผมภาวนาให้เมียผมจากก่อนผม เพราะถ้าผมจากก่อนเมียผม ผมจะตากไปตาไม่หลับ


ภาพประกอบเท่านั้น

**เรื่องราวของคุณลุงหมดตัววัย 76 ปี ถูกถ่ายทอดไว้ในเว็บไซต์ที่สุดดอทคอม โดยผู้เขียนระบุชัด ไม่ขอเปิดเผยตัวตนของคนในเรื่อง พร้อมยืนยันว่า ทั้งหมดนี้คือข้อเท็จจริง

“ลูกสาวพาแม่ชรา” ไปกินอาหารร้านหรูแต่ทิ้งสิ่งหนึ่งไว้ให้คนจดจำ

“ลูกสาว” พา “แม่ชรา” ไปกินอาหารร้านหรู กลับโดนมองอย่างเหยียดหยาม แต่เมื่อเธอทิ้งสิ่งหนึ่งไว้ทำเอาคนทั้งร้านต้องเงียบกริบ!!

เมื่อลูกสาวพาแม่ผู้ชราไปกินอาหารค่ำที่ร้านเล็กๆแต่หรูหรา มีแต่คนชั้นสูงมารับประทานอาหาร ที่มีบรรยากาศดูขรึมขลังอลังการ แม่ของเธอดูสูงวัยและร่วงโรย กินอาหารด้วยมือสั่นเทา จนอาหารหกตกหล่นบนเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเป็นดวง ช้อนกระทบจานชาม เสียงดังจนแขกโต๊ะอื่นๆพากันมองอย่างสมเพช

ขณะที่ลูกสาวนั่งข้างๆ ช่วยตักอาหารและพูดกับแม่อย่างยิ้มแย้มด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดูเหมือนเธอไม่สนใจว่าใครจะมองมา เมื่อแม่กินเสร็จ ลูกสาวซึ่งไม่ได้มีท่าทีอับอายอะไร พาแม่ไปที่อ่างล้างมือหน้าห้องน้ำ จัดแจงเช็ดรอยเปื้อนจากเศษอาหารบนเสื้อผ้าของแม่หวีผมให้ และช่วยขยับแว่นให้เข้าที่เข้าทาง

เมื่อพวกเธอเดินออกมา คนทั้งห้องมองมาเป็นตาเดียวกัน สายตาเหมือนจะบอกความหมายว่าไม่อายบ้างหรือที่มาทำรุ่มร่ามในร้านหรูอย่างนี้

ลูกสาวจ่ายค่าอาหารแล้วพาแม่เดินช้าๆ ผ่านโต๊ะอื่นๆ ไปยังทางออก มีชายกลางคนในหมู่แขกร้องบอกลูกสาวว่า

“สาวน้อย เธอทิ้งอะไรไว้หรือเปล่า?”

“ไม่มีอะไรนี่ค่ะ” ลูกสาวตอบ

“เธอทิ้งไว้แน่” ชายวัยกลางคนพูดต่อ

“เธอทิ้งแบบอย่างไว้ให้ลูกสาวทุกคน และ สำหรับแม่ทุกคนด้วย”

คนทั้งร้านเงียบกริบ

“เมื่อเรายังเด็ก เราเลอะเทอะเปรอะเปื้อน และส่งเสียงดังน่ารำคาญกว่านี้หลายเท่า แม่ไม่เห็นเคยอายใคร”

การได้มีโอกาสใส่ใจดูแลพ่อแม่ที่เคยดูแลเรามา น่าภูมิใจที่สุด เห็นด้วยไหม ?

ถ้าอ่านแล้วเห็นว่ามีสาระอยู่บ้างส่งต่อได้ครับ

****

ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี

คนดีต้องมีความกตัญญู

ดูแล ปรนนิบัติ พระอรหันต์ในบ้านของเราให้ดีก่อนที่จะไม่มีท่านให้ดูแล

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : ปีโป้ รสเปรี้ยวหวาน

เปิดเรื่องราว ‘ครูไอซ์’ ไม่ยอมแพ้ แม้ตาบอด 2 ข้าง มุ่งมั่นจนจบเกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาฯ

การที่เราเกิดมาไม่เหมือนกับคนอื่น ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่สามารถใช้ชีวิตตามความฝันที่เราวาดเอาไว้ได้ซะหน่อย ดูอย่าง ครูไอซ์ ดำเกิง มุ่งธัญญา หนุ่มวัย 25 ปีที่เกิดมามีความพิการทางสายตา ทำให้มองไม่เห็นทั้งสองข้าง แต่เขาก็ได้ทำตามความฝันตั้งใจเรียนจนจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและได้บรรจุเป็นครูในที่สุด ไปดูประวัติของครูไอซ์ และหนังสั้นที่ทำเอาหลายคนน้ำตาคลอ

อะไรเป็นสาเหตุให้ตาบอด?

“ผมอยู่ในท้องแม่ 7 เดือน คลอดก่อนกำหนด คลอดออกมาน้ำหนัก 1 โล 2 ขีด เลยต้องเข้าตู้อบ ตอนเกิดใหม่ๆ จอประสาทตา เซลล์ยังไม่แข็งแรง พอเข้าตู้อบ แสงในตู้อบทำลายตัวนั้น ทำให้มองไม่เห็น”

แม้จะตาบอด แต่ครูไอซ์ในวัยเด็กก็ไม่เคยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หรือรู้สึกผิดแผกแตกต่างจากคนปกติทั่วไป เพราะได้รับการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่และโรงเรียนเช่นคนปกติ

“ที่บ้านพยายามให้เราเข้าสังคม ไปห้างไปไหน ก็ไปด้วยกันตลอด เรียนหนังสือก็ได้เรียนเหมือนคนปกติ ตอนนั้นไปเรียนกับเพื่อนที่ รร.สอนคนตาบอดกรุงเทพ ได้เรียนด้านวิชาการเหมือนโรงเรียนทั่วไป ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย เลข สังคม ทุกอย่างเหมือนกัน แค่เปลี่ยนจากระบบตัวหนังสือตาดีเป็นอักษรเบรลล์ เรียนทักษะ ใช้ไม้เท้า ทักษะการใช้ชีวิต”

หลังจบ ป.6 จากโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ครูไอซ์ได้เรียนต่อที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลจนจบ ม.6
ทำไมอยากเป็นครู?

“บางทีรุ่นน้องเรียนไม่เข้าใจ ก็มาถามว่าวิชานี้ พี่ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหม เราก็อธิบายเล็กๆ น้อยๆ พอเขาเข้าใจ เรารู้สึกมีความสุข เหมือนทำให้เราค้นพบว่า สิ่งที่เราทำแล้วมีความสุขคืออาชีพครูนี่แหละ เลยเป็นแรงบันดาลให้เราเรียนเลือกเรียนต่อในคณะครุศาสตร์ เพื่อจบมาเป็นครูจริงๆ เลย”

ครูไอซ์ไม่เพียงสอบติดคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ตอนเรียนจบ ยังได้โล่เรียนดี และเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทองอีกด้วย หลังจากนั้นยังได้อีกหลายรางวัลตามมา

“รางวัลที่ได้รับ ช่วงมหาลัยก็จะมีโล่เรียนดี เพราะเป็นคะแนนสูงสุดของคณะ และได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง เป็นคะแนนสูงสุดของสาขา จริงๆ ผมไม่อยากให้มองว่า คนเก่งจะต้องได้เกรดเยอะๆ สิ่งหนึ่งที่อยากให้มองคือ ด้านประสบการณ์มากกว่า ต่อให้ผมได้เกรดเยอะ ถ้าทำงานไม่เป็น ก็ไม่มีประโยชน์ อีกรางวัลหนึ่งที่ผมได้รับ เป็นโล่คนพิการต้นแบบที่ได้จากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ และตอนฝึกสอน มีอีกรางวัลหนึ่ง คือ นิสิตปฏิบัติการสอนดีเด่น เป็นรางวัลที่มอบให้นิสิตที่ตั้งใจสอน สอนได้เต็มที่ และผลิตแผนการสอนได้มีคุณภาพ”

ปัจจุบัน ครูไอซ์เป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย อะไรทำให้ครูไอซ์เลือกเป็นครูที่นี่?

“ต้องบอกก่อนว่า คณะครุศาสตร์จะได้ฝึกสอน 2 เทอม เทอมละ รร. เทอมแรกฝึกสอนที่สาธิตจุฬาฯ เทอม 2 มาฝึกสอนที่ รร.สตรีศรีสุริโยทัย คือ รร.นี้ พอฝึกสอนเทอม 2 จบปุ๊บ มีหลายเรื่องที่เราประทับใจ อย่างครูในหมวดเป็นกันเอง เราอยู่แล้วอบอุ่น นร.อาจจะมีคนที่ไม่มั่นใจว่าเราจะสอนได้เปล่า แต่สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจคือ ความมีน้ำใจของเด็กๆ คือ เขาจะคอยช่วยเหลือเราตลอด ไม่รู้เพราะเขาเป็นผู้หญิงด้วยเปล่า บางทีเราถือของมาเยอะๆ เขาจะช่วย ช่วยเปิดพาวเวอร์พ้อยท์ให้ ช่วยทำอะไรให้ เด็กหลายคนที่นี่ เวลาเรียนไม่เข้าใจ เขากล้ามาถามผม เลยทำให้ผมประทับใจว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราต้องการ”

วิชามีให้เลือกมากมาย ทำไมเลือกเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ?

“ตอนประถมที่ผมคิดอยากเป็นครู มี 2 วิชาที่อยากเป็น ไม่ภาษาอังกฤษก็เลข พอเรียนๆ ไป เริ่มระดับสูง เลขก็เข้าใจ แต่เราอธิบายไม่เป็น แต่ภาษาอังกฤษ เหมือนเราอธิบายได้ เหมือนเราคล่องมากกว่า ถ้าเราจะเอาดีด้านภาษา เกิดเราไม่ได้เป็นครูจริงๆ เราเอาดีด้านภาษาไว้ เราอาจจะไปทำอย่างอื่นก็ได้ ก็เลยมุ่งมาด้านภาษา ความโชคดีคือได้เป็นครูด้วย เลยเลือกสอนภาษาอังกฤษ”

อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่ครูตาบอดจะมีโอกาสสอนคนตาดี ดังนั้น ด้านหนึ่งก็ต้องชื่นชมผู้บริหารโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยที่ใจกว้างให้โอกาสครูไอซ์ได้สอนที่นี่

“จริงๆ แล้วทาง รร.ไม่มีนโยบายเลยนะคะ เพราะผู้พิการมาสอนเด็กปกติ ค่อนข้างจะเป็นไปได้ยาก แต่ทาง รร.ก็ได้เปิดโอกาสให้ครูไอซ์ เนื่องจากผู้บริหารก็ใจกว้างพอ ประกอบกับดิฉันได้บอกว่า ขณะที่มาฝึกสอนนั้น ครูไอซ์มีความรู้ความสามารถและทักษะกระบวนการเรียนรู้ เป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็ง มีความรับผิดชอบ และสอนเสริมให้เด็กอย่างสม่ำเสมอ …ตอนแรกเราก็หนักใจ คิดว่าจะเป็นภาระของเราหรือเปล่า แต่หลังจากที่ผ่านไปเป็นแรมเดือนเหมือนกัน เราก็สังเกตว่า ครูไอซ์สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดี เดินทางจากบ้านมาโรงเรียนด้วยรถไฟฟ้า และจากโรงเรียนกลับบ้านด้วยรถไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง แต่พวกเราก็มีน้ำใจนะ โดยเฉพาะนักเรียนจะมารับครูไอซ์เข้าชั้นเรียน แต่ครูไอซ์ก็สามารถเดินไปไหนมาไหนเองได้” วีณา รัตนสุมาพงศ์ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย พูดถึงครูไอซ์ด้วยความชื่นชม

“เรื่องเตรียมการสอนครูไอซ์สามารถทำได้หมด การพิมพ์คอมฯ การเตรียมสไลด์สอน ครูไอซ์ทำได้ ผมอาจช่วยบ้าง เช่น แบบฝึกหัด ผมอาจสแกนลงคอมฯ ให้เขา และให้เขาแปลงเป็นไฟล์การสอนของเขาเอง” สารัช แก้ววิทยาการ ครูประสานงานครูชาวต่างประเทศ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย หนึ่งในเพื่อนครูที่คอยช่วยเหลือครูไอซ์

ครูไอซ์มีสื่อทันสมัยในการสอน

“ครูไอซ์มาโรงเรียนแต่เช้าตรู่ มาไวมาก ก่อนโรงเรียนเข้าพอสมควร มาถึงโรงเรียนก็เตรียมการสอน เปิดโน้ตบุ้คทันทีเลยว่า วันนี้จะสอนอะไรบ้าง ได้เตรียมการเรียนการสอน มีสื่อที่ทันสมัย ใช้พาวเวอร์พ้อยท์ทุกคาบเรียน และพูดตรงกับพาวเวอร์พ้อยท์ที่ตัวเองสอน ทั้งที่มองไม่เห็น เปิดเฟรมไหนก็พูดได้ในเฟรมนั้น” วีณา รัตนสุมาพงศ์ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย รู้สึกทึ่งในความสามารถของครูไอซ์

“ครูไอซ์สอนเข้าใจ รู้เรื่อง ไม่มีติดขัดเลย สอนเหมือนคนปกติทั่วไป ซ้ำยังทำให้เราอยากเรียนมากขึ้นด้วย” ธัญระดา สาระไชย นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

“ครูไอซ์เป็นคนที่สอนได้โอเคมากเลย และเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมากๆ เลย” นริศรา จำปาทอง นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

ครูไอซ์ไม่เพียงสนุกกับการสอนหนังสือ แต่ยังมีความสุขที่ได้ให้วิชาและคำปรึกษาแก่เด็กนักเรียน ครูไอซ์จึงไม่เพียงเป็นคนที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูอยู่เต็มเปี่ยม แต่ยังเป็นครูที่พร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกศิษย์ด้วย

“ก็สนุกสนาน ทุกวันที่มาสอนหรือมาทำงาน คือการเรียนรู้ ได้เจออะไรใหม่ๆ …ด้วยความที่ผมใจดีด้วย นักเรียนหลายคนค่อนข้างกล้ามาปรึกษา แฟนทิ้ง อกหัก เด็กบางคนมีปัญหาครอบครัว ก็เข้ามาปรึกษาเหมือนกัน เราก็ให้คำแนะนำได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยเด็กก็สบายใจที่จะสู้กับปัญหานั้นต่อ เราก็รู้สึกมีความสุข เพราะหน้าที่ครูไม่ใช่แค่สอน เราก็มีความสุข เวลาเห็นนักเรียนเรามีความสุข”

“ถึงแม้ครูไอซ์จะพิการทางสายตา แต่เขาก็สู้ และทำให้พวกหนูอยากจะสู้ไปด้วย เขาทำอะไร พวกหนูก็อยากทำตามไปด้วย เขาเดินมาหน้าโรงเรียน พวกหนูก็มีแกล้งหยอกล้อกันบ้าง ให้กำลังใจสำหรับชีวิต ครูเขาก็แบบ วันเกิดเพื่อน ครูอื่นไม่เคยมาเซอร์ไพรส์วันเกิดเลยนะ ครูไอซ์สุดยอดมาก มาพิมพ์โพสต์แบบ สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะโอ๋ สุขสันต์วันเกิดนะ…….. ครูแบบนี้หาได้ที่ไหนอะ มันไม่มีแล้ว” ธัญระดา สาระไชย นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

“ขอบคุณครูมากๆ ที่มาสอน ครูเป็นครูที่เต็มที่กับทุกๆ งาน และจะตั้งใจเรียน จะไม่เกเร จะทำอะไรให้ครูรู้ว่า เราตั้งใจแล้ว ทำเต็มที่แล้ว ให้สมกับที่ครูเขาได้มาสอนเราทุกวัน” นริศรา จำปาทอง นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

ด้านครูไอซ์ บอกว่า ทุกวันนี้รู้สึกชีวิตมีค่า เพราะได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น

“ทุกวันที่เราทำ ไม่ใช่แค่ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อคนอื่น ทุกครั้งที่นักเรียนมาปรึกษา แล้วเราได้ให้คำแนะนำเขา และเราเห็นเขามีความสุข มันเหมือนความสุขมันเชื่อมโยงกันเนอะ พอเราเห็นคนอื่นมีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วย มันเหมือนชีวิตเรามีค่า เราได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น มันมีความสุขมากกว่าเงินเดือนที่เราได้รับ”

ชมหนังสั้น 7-Eleven เชิดชูพระคุณครู ครูคือดวงประทีปส่องทาง