ขนาดช่างซ่อมยังไม่รู้ เผยวิธีทำ “กาวเหนียว” แปะรองเท้าอ้า ทำง่าย ทำได้เองที่บ้าน

คุณเคยเจอกับปัญหานี้ไหม เราเชื่อเลยว่าทุกคนเคยเจอปัญหานี้อยากแน่นอน สำหรับปัญหาของรองเท้าขาด รองเท้าอ้า ร้องเท้าเสียแต่ชอบใส่คู่นี้เสียดายไม่อยากทิ้ง

เอาเข้าร้านซ่อมราคาก็หลายตังอยู่ แต่รู้ไหมว่ามันมีวิธี วิธีที่ไม่ต้องเสียเงินให้กับร้านว่อมเองได้ที่บ้าน เพียงไม่กี่ขั้นตอนเาก็ได้ร้องเท้าคู่ใจเรากลับมาแล้ว

สือจากต่างประเทศ ได้ให้คำแนะนำวิธีการที่จะทำให้รองเท้าที่ปากอ้า ให้กลับมาติดหนึบอยู่เหมือนเดิม คงสภาพเดิมได้ โดยมีขั้นตอนต่อไปนี้

โดยมี 2 วิธีดังนี้

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. โฟม

2. ถ้วย 1 ใบ

3. เบกกิ้งโซดา

4. น้ำสไปรท์

5. น้ำส้มสายชู

ขั้นตอนในการทำ ฉีกโฟมออกเป็นชิ้นเล็กที่สุด ใส่ในภาชนะ จากนั้นใส่เบกกิ้งโซดา,สไปรท์,น้ำส้มสายชู คนให้ทั่วประมาณ 1 นาที จากนั้นโฟมก็จะละลายกลายเป็นเนื้อเดียวกันและเหนียวข้นเหมือนกาวแล้ว นำมาทาบริเวณที่อ้าของรองเท้าได้เลย การผสมแบบนี้จะมีความเหนียวข้นมากกว่ากาวทั่วไปหลายเท่า

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. ถ้วย 1 ใบ

2. เบกกิ้งโซดา

3. ยาสีฟัน

4. น้ำยาล้างจานหรือน้ำยาซักผ้า

ขั้นตอนในการทำ เตรียมภาชนะใส่ เติมเบกกิ้งโซดา,ยาสีฟัน,น้ำยาล้างจาน,น้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอก คนให้เข้ากันจนเหนียว แค่นี้ก็สามารถนำมาทาบริเวณที่อ้าได้แล้ว แต่จำไว้ว่าอย่าทาเยอะเกินไปเพราจะทำให้แห้งยาก ทาเสร็จใช้มือหรือตัวหนีบกดไว้สักครู่ประมาณ 2 นาที เพื่อให้กาวอยู่ตัว หลังจากนั้นก็เอาตัวหนีบออก เก็บไว้ในชั้นวางรองเท้าประมาณ 1 วัน รุ่งขึ้นรองเท้าก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิมแล้ว จำไว้นะคราวหน้าถ้าเจอรองเท้าอ้าปากอีก อย่าลืมใช้วิธีนี้นะ

เห็นไหมล่ะคะว่าขั้นตอนที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เป็นขั้นตอนง่ายๆ และสิ่งที่ต้องเตรียมก็หาได้ง่ายในครัวของบ้านเรา หลังจากนี้ไปเราก็ไม่ต้องเข้าร้านซ่อมรองเท้าให้เสียเงินอีกต่อไป เพียงทำตามขั้นตอนนี้ ก็จะมีรองเท้าสวยๆใส่เหมือนเดิมแล้วค่ะ

ขอบคุณที่มา 17moveon

บารมีหลวงปู่มั่น พระอรหันต์สายวัดป่า แค่มาปักกลด ก็สะเทือนถึงพระอินทร์

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า เคยปรารภให้ศิษยานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดฟังว่า สถานที่บางแห่งที่ท่านไปพำนักอยู่ แม้อยู่ในป่าเขาลึก ๆ ก็ตาม จะมีเทวดาพากันมาฟังธรรม ส่วนมากจะมากันตอนดึกสงัด โดยท่านจะทราบล่วงหน้าก่อนแล้วทุกครั้ง บางคืนจึงจำเป็นต้องงดการประชุมอบรมพระเณร เพื่อเข้าสมาธิภาวนา แสดงธรรมให้เหล่าเทวดาฟัง

เมื่อเหล่าทวยเทพมาถึง จะทำประทักษิณสามรอบโดยพร้อมเพรียง แล้วนั่งกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้เป็นหัวหน้าจะกล่าวแนะนำตนและหมู่คณะว่ามาจากที่แห่งใด ประสงค์จะฟังหัวข้อธรรมเรื่องใดบ้าง ท่านพระอาจารย์มั่นจะส่งกระแสจิตออกทักทายพอสมควร จากนั้นจึงกำหนดจิต ให้ข้อธรรมที่ควรแสดงผุดขึ้นมา แล้วเริ่มแสดงธรรมให้ฟังจนเข้าใจ จบแล้ว เหล่าทวยเทพก็พร้อมกันสาธุการ ทำประทักษิณสามรอบ แล้วกราบลากลับ พอออกพ้นเขตวัดหรือสถานที่ ๆ ท่านพำนัก ก็พากันเหาะขึ้นสู่อากาศ คล้ายปุยนุ่นที่ปลิวขึ้นสู่ท้องฟ้า

บางคืน เทวดาพากันมาหลายคณะ ทั้งจากเบื้องบนและเบื้องล่าง พญานาคก็มี มาเยี่ยมท่านในเวลาเดียวกัน ท่านต้องย่นเวลา โดยแสดงธรรมให้ฟังพอสังเขป และแก้ปัญหาให้เท่าที่จำเป็น เมื่อคณะที่มาถึงก่อนลากลับ คณะที่มาทีหลังซึ่งรออยู่ห่างๆ พอไม่ให้เสียมารยาทก็ทยอยกันเข้ามา ท่านก็แสดงธรรมให้ฟังให้พอเหมาะกับจริตนิสัยและภูมิของเทวดานั้น ๆ หรือตามแต่ผู้เป็นหัวหน้าคณะจะแสดงความประสงค์ว่าต้องการฟังธรรมในหัวข้อใด

มีครั้งหนึ่ง ท้าวสักกะพระอินทร์และเหล่าทวยเทพมากราบหลวงปู่มั่น ท่านพระอาจารย์ไท ฐานุตฺตโม ได้เล่าว่าหลวงปู่ตื้อเล่าถึง ท้าวสักกะพระอินทร์และเหล่าเทวดามากราบหลวงปู่มั่นว่า

ในระยะเคลื่อนมาทางจังหวัดเลย ก็พระเจ้าพระสงฆ์มาก หลวงปู่มั่นเป็นหัวหน้า แต่ว่าท่านจะขึ้นสลับปีกัน ก็ยังไม่รู้อันนี่มันฟังไปคนละตอน มานั่งภาวนา เดินมาก็เกาะบาตรเกาะกลดพักตามป่า ตามหมู่บ้านเล็กน้อย ชาวไร่ชาวสวนนะ นั่งภาวนาคืนนั้น “โอ้โธ่ !ไม่รู้อะไรเป็นอะไร บินข้ามกลด กุฏิ” หลวงปู่ตื้อว่า เป็นเส้นเป็นสายข้ามกลดพระเล็กน้อยๆ ก็ไปหาหลวงปู่ใหญ่ หลวงปู่มั่นนะ มีรถจิ๊บคันนึง รถจิ๊บ ปิ๊ด ! มาในอากาศ รถจิ๊บเป็นแก้ว มาลงรถก็ชี้มือ ชี้มือก็ลงจากรถไปกราบท่านอาจารย์ อันนี้แล้วก็กลับไป

พอดีตอนเช้าบิณฑบาตเรียบร้อย เสร็จธุระ ฉันอาหารแล้วก็เดินไปเป็นคณะ ตอนเที่ยงพักในร่มไม้มันแดดร้อน “เมื่อคืนนี้ภาวนา ใครเห็นอะไรบ้าง” ท่าน (หลวงปู่มั่น) เรียกถามเป็นบางองค์ “องค์นั้นเจ้าเห็นหยัง (อะไร) เมื่อคืนนี้ ? วันนี้เจ้าเห็นอะหยัง ? วันนี้เจ้าเห็นหยัง ?” ก็ถามไปแล้วถามหลวงปู่ตื้อ

หลวงปู่ตื้อว่า “โอ๊ย ! เห็นแต่เทวดามากันมาก ข้ามกลดผมก็มี แล้วก็มีคนผู้หนึ่งใหญ่ขี่รถแก้วลงมาในอากาศ แล้วก็มาชี้มือไปหาท่านอาจารย์”

สักพักหลวงปู่มั่นก็พูดว่า “ผู้ที่ขี่รถแก้วลงมา คือ ท้าวสักกะพระอินทร์ มาถาม เทวดาป่าไม้ไปเล่าเรียน บอกว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว เอ้ ! โคตมะนิพพานไม่กี่วันก็อุบัติขึ้นอีกแล้ว มันเกินไปมั้ง มันไม่มีตำรา ไหว้วานอยู่ไม่ได้หยุดได้หย่อนก็เลยมาถาม ท่านเป็นพระพุทธเจ้าจริงหรือ ?”

หลวงปู่มั่นตอบว่า “ตัวข้าไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าหรอก เป็นแต่เพียงแค่สาวก ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้าแค่นั้นเอง” จากนั้นก็หายลับไป

ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า การแสดงธรรมให้เทวดาฟัง ต่างกับการแสดงธรรมให้มนุษย์ฟังอยู่มาก เทวดาไม่ว่าเบื้องบนหรือเบื้องล่าง สามารถเข้าใจข้อธรรมที่บรรยายได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า เมื่อแสดงธรรมจบ เสียงสาธุการสามครั้งสะเทือนโลกธาตุ ขณะที่มาถึง ขณะนั่งฟังธรรม กระทั่งขณะที่จากไป ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามตลอดสาย และมีความเคารพนอบน้อมอย่างยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก : ประวัติท่านพระอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม
เกร็ดธรรมะ ประวัติ พระกรรมฐาน@Ayuthay
ขอบคุณคลิปจาก : เพจ สำนักป่าพุทธภูมิโพธิยาลัย Buddhaphumi Bodhiyalai

เงินเดือน 6 หลัก ทำงานแค่ 28 วันหยุดอีก 28 วัน ได้เงินเดือนเต็ม 2 เดือน !

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปรู้จักกับหนึ่งอาชีพหนึ่งซึ่งนั่นก็คืออาชีพแท่นขุดเจาะแน่นอนว่าหลายคนคงอาจกำลังสงสัยว่ามันมีอาชีพอย่างนี้ด้วยหรอแต่บอกเลยว่าแพทย์ประจำแท่นขุดเจาะน้ำมัน น (Remote Site Doctor) หรือ “หมอบนแท่นขุดเจาะ”นั้นถือเป็นทางเลือกสำหรับแพทย์ที่มองหาความท้าทายนั้นเอง

โดยภาระงานนั้นต้องคอยดูแลด้านการแพทย์ให้สำหรับพนักงานที่ประจำการอยู่บนแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งจะมีรายละเอียดและกระบวนการอย่างไร วันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นมาดูกันโดยจะมีคุณภานุพันธ์ เนียมประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายบริการด้านการแพทย์ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (ประเทศไทย) เป็นคนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพนี้ให้ฟังค่ะ

ซึ่งเขาก็ได้ว่าอาชีพแพท ย์ที่จะต้องไปอยู่บนนั้นนั้นจะต้องได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทย์สภาและต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย 3 ปีขึ้นไปเพื่อความชำนาญในการตรวจวินิจฉัยและรักษาคนไข้อย่างถูกต้องโดยเริ่มแรกจะต้องมีการตรวจผ่านตรวจร่างกายเพราะบนแท่นขุดเจาะจะต้องไม่มีคนที่มีสุขภาพไม่ดีขึ้นไปจากนั้นก็จะถูกส่งตัวไปฝึกอยู่ที่ศูนย์อบรมจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซียประมาณ 3 สัปดาห์ ด้วยโปรแกรมการทำงานนอกชายฝั่งซึ่งบอกเลยว่าขั้นตอนนี้แม้กระทั่งคนที่เป็นฟันผุหรือมีคราบหินปูนก็ไม่ผ่านเพราะมีความเข้มงวดเป็นอย่างมากและจะสามารถช่วยลดอัตราการส่งคนไข้กลับเข้าฝั่งได้

โดยตลอดระยะเวลา 3 สัปดาห์ที่จะต้องเรียนรู้นั้นก็ได้แก่หลักสูตรการกู้ชีพฝึกการช่วยชีวิตขั้นสูง ปั๊มหัวใจ ให้สารน้ำ เน้นฝึกปฏิบัติให้มากที่สุด ปกติใช้เวลา 2 วันครึ่ง แต่ที่นี้ใช้เวลา 5 วัน สัปดาห์ต่อมาเรียนรู้การดูแลคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บตามหลักสูตรสากล วิชาการหนีออกจากเฮลิคอปเตอร์ เวลาตกน้ำ (Helicopter Underwater Escape) และสัปดาห์สุดท้ายเรียนรู้ระบบการทำงานบนไซต์งาน ดูแลคนไข้ให้ปลอดภัยได้อย่างไร หรือแม้กระทั่งเช็กคลื่นลมแรง อินเตอร์เน็ต ฯลฯซึ่งบอกเลยว่าเยอะมากจริงๆ
และเมื่อกลับมาแล้วก็ต้องเข้าฝึกปฏิบัติงานจริงตามโรงพยาบาลบนภาคพื้นดินโดยเฉพาะแผนกห้องฉุกเฉินอีก 1 สัปดาห์และส่งไปฝึกเรียนการดำรงชีพในทะเลผัดมาจึงจะได้เรียนรู้หลักการทำงานมาตรฐานแต่ละองค์กรที่ตั้งไว้ซึ่งจะต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกประมาณ 1-2 วัน

เมื่อแพทย์ได้ขึ้นไปทำงานบนแท่นขุดเจาะจะต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยการ hannover อีก 1 สัปดาห์รวมระยะเวลาแล้วก็ประมาณ 2 เดือนสำหรับการเทรนนิ่งจากนั้นก็จะถูกส่งไปเรียนประกาศนียบัตรอาชีวเวชศาสตร์เป็นวิชาการแพทย์แผนกหนึ่งว่าด้วยเรื่องการดูแลสุขภาพของคนทำงานครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันโรคการรักษาโรคการฟื้นฟูสุขภาพของคนทำงานโดยเกินระยะเวลาการเรียนรู้อีก 2 เดือนเบ็ดเสร็จประมาณทั้งหมด 4 เดือนสำหรับเตรียมความพร้อมให้กับการทำงานบนแท่นขุดเจาะ

ถึงแม้ว่าจะมีขั้นตอนการเทรนนิ่งมากมายขนาดนี้จะบอกเลยว่านี่มันเป็นเพราะการคำนึงถึงชีวิตคนทำงานเป็นอย่างแรก และแพทย์ที่ได้ผ่านการตรวจร่างกายเพื่อเข้าอบรมยังได้รับเงินเดือนตั้งแต่ที่เริ่มฝึกอีกด้วย และ ทำไมถึงต้องให้แพทย์ไปประจำจุดที่นั่น นั่นก็เป็นเพราะว่าด้วยความห่างไกลของพื้นดิน จึงจำเป็นต้องมีแพทย์เป็นประจำอยู่ที่คลินิก ซึ่งก็ไม่เหมือนกับการตั้งโรงพยาบาลในพื้นดิน และการไปทำงานที่นั่นจะมีความเสี่ยงมากกว่าภาคพื้นดินอีกด้วยซึ่งทุกคนนั้นจำเป็นที่จะต้องผ่านหลักสูตรการผจญเพลิงต่างๆรวมถึงการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมการกินอาหารต่างๆด้วยแล้วก็ต้องรู้ด้วยว่าเมื่อเกิดการระบาดของโรคจะสามารถป้องกันได้อย่างไรบ้าง

“หมอจะตรวจร่างกายตามปกติ ถ้าสามารถให้ยาก็จะให้ตามอาการ แต่ในกรณีที่จะต้องรักษาเพิ่ม หรือเสี่ยงต่อชีวิตทุพพลภาพ จะมีแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์ที่อยู่บนฝั่งให้คำปรึกษา Conference Call และหากผู้ป่วยมีอาการแย่จะประสานเฮลิคอปเตอร์ไปรับ แพทย์ประจำแท่นจึงต้องมีความเชี่ยวชาญ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าฉับไว แต่ต้องถูกต้อง”

โดยจะมีแพทย์ 2 คนคอยสลับกันดูแล 1 โลเคชั่นด้วยระยะเวลาในการทำงานประมาณอยู่ที่ 28 วันจันทร์ก็หยุดพาขึ้นบกประมาณ 28 วัน ก่อนทำงานทุกครั้งก็จะมีการเทรนนิ่งก่อนประมาณ 3 ถึง 5 วัน เพื่อเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอตลอดเวลาซึ่งถ้าหากมีอะไรกระทบจิตใจต่อแพทย์อย่างรุนแรงก็จะส่งแพทย์ท่านใหม่เข้าไปทำงานทันทีเพราะสุขภาพแพทย์นั้นถือเป็นสิ่งที่สำคัญและก็จะต้องดูแลให้ได้มากที่สุด

“ค่าตอบแทนถ้าเทียบกับหมอที่อยู่บนบก ก็พอๆ กัน เพียงแต่ว่าเขาทำงาน 1 เดือน แต่ได้เงิน 2 เดือน หยุด 1 เดือนเขาได้รับเงินตามปกติ จะพูดว่าดีกว่าก็ได้ เพราะฉะนั้นหมอที่ชอบเที่ยว อยากมีเวลาส่วนตัวเขาก็จะมีเวลาหยุดมากขึ้น แต่ถ้าไปเทียบกับหมอที่เป็น Special personal คนไข้ติดกันตรึมก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าหมอที่รับเงินเดือนประจำก็พอๆ กัน ก็ต้องมี 6 หลักขึ้น”

เรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้งามแต่ก็นำมาด้วยความรับผิดชอบต่างๆที่มีนอกเหนือจากการตรวจตารักษาคนไข้อีกทั้งยังต้องทำหน้าที่ในการรับผิดชอบโครงการต่างๆที่เกี่ยวกับสุขภาพของพนักงานที่อยู่บนนั้นไม่ว่าจะเป็นทางด้านโภชนาการการออกกำลังกายการต่อต้านมะเร็งโรคปอดโรคติดเชื้อต่างๆอีกทั้งยังต้องพร้อมที่จะจัดเก็บข้อมูลไว้อยู่ตลอดเวลาเพื่อประมูลผลนั่นเอง