Home

แชร์ไอเดีย สอยมะละกอ จากท่อพีวีซี ทำเองง่ายๆ ไม่ต้องใช้ตังค์ ไม่ซ้ำอีกต่อไป

ต้องขอชื่นชมในไอเดียการประดิษฐ์ อุปกรณ์ในการสอยมะละกอ ลงมาจากต้น ปกติเวลาสอยมะละกอ ก็มักจะต้องลุ้นอยู่เสมอว่ามันจะร่วงลงมาพื้น หรือป่าว ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็หล่นลงพื้นทำให้ช้ำ หรือ แตกกระจายจนต้องอดกินเลย ลองดูไอเดียนี้กัน ช่วยได้เยอะเลย

ไอเดียสุของคุณ Sa Natarinee ได้เเชร์เรื่องราวในโลกโซเชียล ซึ่งได้ประดิษฐ์อุปกรณ์สอยมะละกอนี้ทำเองง่าย ๆ ดังนี้

1.เลื่อยท่อ PVC ขนาด 2 นิ้ว

2.ตัดแบ่งออกเป็นแฉก ๆ โดยทำให้เป็น 4 แฉก ดังรูป

3. จากนั้นทำการขยายแฉกท่อ อกมาให้ใหญ่ขึ้น เพื่อที่จะได้พอดีกับลูกมะละกอ

4. ลบคมจากการตัดแบ่งเป็นแฉก

เมื่อทำตามครบทุกขั้นตอนก็นำไปสอยมะละกอได้เลย

ไอเดียง่ายๆ ลองทำดูนะครับ

วัสดุใกล้ตัว หาไม่อยาก ไม่ต้องเปลืองค่าใช้จ่าย

สุดยอดไอเดีย

ถ้าเพื่อนๆชอบก็ลองไปทำดูนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก Sa Natarinee และ kaijeaw

กระท่อมไม้ไผ่ ท่อนล่างเป็นปูน ข้างบนเป็นฝาไม้ไผ่ถัดสาน ข้างในน่าอยู่มากๆ

แบบบ้านที่เป็นบ้านสำหรับพักผ่อน หรือว่าเป็นบ้านสวย เถียงน้อยปลายนาที่น่าสร้างไว้พักผ่อน อยู่กับธรรมชาติ ต้องสร้างบ้านหลังเล็กๆ ให้เข้ากับธรรมชาติ อย่างกระท่อมไม้ไผ่ชั้นเดียวหลังนี้ เป็นกระท่อมไม้ไผ่ขนาดกะทัดรัด โครงสร้างเป็นปูน ปูพื้นด้วยกระเบื้อง ผนังปูน เสริมฝาไม้ไผ่สานทำให้เย็นสบายทั้งวัน น่าอยู่มากๆ ชมภาพบ้านกันเลยครับ

ด้านหน้า

อีกมุมหนึ่ง

ทำด้วยไม้ทั้งหมด สวยมาก

ข้างล่างเป็นอิฐแดงก่อขึ้น และปิดด้านบนด้วย ผนังไม้ไผ่ถักสาน

ด้านใน

ด้านใน

ที่นอน

ร่มรื่นมาก

ห้องน้ำ

ถือเป็นไอเดียที่ดีากเลย เป็นการออกแบบที่ลงตัวและเข้ากับบรรยากาศธรรมชาติเป็นอย่างมาก ถ้าชอบก็เซฟเก็บไว้ เป็นไอเดียนะครับ

ไทยเสียเเชมป์โลก ข้าวหอมมะลิ ให้กับกัมพูชา

ข้าวหอมมะลิไทยไม่สามารถคว้าแชมป์การประกวดข้าวโลกในปีนี้ แม้ในเชิงสถิติ ไทยคว้าแชมป์มาได้ถึง 5 ครั้ง จากการประกวด 10 ครั้ง แต่คงจะเป็นสัญญาณว่าไทยต้องปรับตัว ที่ผ่านมารัฐใช้งบประมาณไปกับข้าวมหาศาล แต่คุณภาพกลับยังมีผู้ที่เหนือกว่า

วันนี้ (23 ต.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสียเเชมป์ข้าวหอมมะลิไทยให้กับกัมพูชาในการประกวด The World’s Best Rice 2018 หรือการประกวดข้าวโลก ที่จัดขึ้นโดยกลุ่มธุรกิจค้าข้าว เเม้สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยไม่กังวลว่ารางวัลที่กัมพูชาได้รับไป จะมีผลต่อปริมาณเเละราคาข้าวหอมมะลิไทย เเต่เห็นว่ารางวัลดังกล่าวสะท้อนว่าความสามารถการเเข่งขันข้าวไทยลดลง ซึ่งไทยต้องรับมือกับสถานการณ์การค้าข้าวที่เปลี่ยนไป

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า คุณภาพข้าวกัมพูชาไม่ต่างจากข้าวไทย เเละราคาข้าวหอมมะลิไทยเเพงกว่า โดยราคาส่งออกข้าวหอมไทย อยู่ที่ตันละ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 35,000 บาทต่อตัน ส่วนข้าวหอมกัมพูชา อยู่ที่ 900 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 29,000 บาทต่อตัน ถูกกว่า 150-200 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อตัน หากชาวนาเเละรัฐไม่คำนึงถึงคุณภาพ ก็อาจถูกประเทศเพื่อนบ้านเเซงหน้าได้

ขณะที่นายปรีชา นุยืนรัมย์ ประธานสภาเกษตรกร จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ระยะหลังๆ คุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวของชาวนาบางพื้นที่ลดลง จึงอยากให้รัฐเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อคงคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยไว้ รวมทั้งความรู้เรื่องการเก็บรักษาพันธุ์ข้าวด้วย

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ปัจจุบันข้าวไทยเเข่งขันได้น้อยลง เเละเริ่มสูญเสียตลาด เพราะมีสินค้าเดิมๆ ต่างจากที่คู่เเข่งพยายามปรับตัวขายสินค้าตามความต้องการของตลาด ซึ่งที่ผ่านมาการส่งเสริมตลาดของรัฐผิดด้าน รวมทั้งหน่วยรัฐมีความเข้มเเข็งน้อยลง สำหรับจุดอ่อนที่สำคัญของไทย คือความไม่ชัดเจนในนโยบายด้านงานวิจัย ไม่มีเเนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนนำไปสู่การเเก้ไขเเละเกิดประโยชน์ต่อชาวนา ซึ่งการควบคุมต้นทุนที่ได้ผลผลผลิตต่อไร่สูง เป็นทางหนึ่งจะประคับประคอง เเละทำให้ชาวนาอยู่รอดได้ท่ามกลางการเเข่งขันในปัจจุบัน

7 ท่านวด ผ่อนคลายเส้น แก้ปวดเมื่อย ส่วนต่างๆ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ผม เด็กชายปัญญกับสาระเกร็ดความรู้ดีดี สำหรับวันนี้ผมจะพาเพื่อนๆไปดู วิธีนวดผ่อนคลาย ด้วย 7ท่านวด สุดง่ายพร้อมทั้งมีภาพอธิบายประกอบให้เพื่อนๆได้เข้าใจง่ายอีกด้วย ว่าแต่จะมีแบบไหนนั้นไปดูพร้อมกันเลยคร๊าฟ

ท่าที่1

เริ่มจากการนวดเบาๆ บริเวณหัวไหล่ ไล่ลงมาตามแนวเส้น ลงมาถึงเอวและหลัง โดยการนวดที่ไหล่ ควรใช้แรงกดมาก แต่นุ่มนวลด้วย

ท่าที่2

ใช้นิ้วและฝ่ามือ ไล่นวดบริเวณไหล่ และหลังให้ได้ตำแหน่งและทิศทางตามภาพ

ท่าที่3

ใช้นิ้วโป้งกดนวดไล่จากต้นคอลงไปตามทิศทางของลูกศร ด้วยน้ำหนักที่นุ่มนวล การนวดบริเวณไหล่ไล่มาจนถึงต้นคอ ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะอาจจะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเราค่อนข้างมาก

ท่าที่4

ให้นำแขนมาไพล่หลัง จากนั้นเลือกกดจุดในบริเวณที่เฉพาะเจาะจง ด้วยการนวดคลึงเบาๆ ก็สามารถช่วยให้ผ่อนคลายได้

ท่าที่5

ให้นวดบริเวณเส้นใยกล้ามเนื้อหลังที่อยู่ด้านข้าง ไล่ยาวลงไป จนถึงสะโพก ไม่ควรนวดลงบนกระดูกสัน

ท่าที่6

ให้คุณใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้าง นวดไล่ขึ้นไปโดยใช้น้ำหนักที่ไม่แรงมาก จากนั้นให้ใช้มือข้างหนึ่งจับข้อเท้าแล้วใช้ฝ่ามืออีกกดไล่ขึ้นไป ส่วนการนวดฝ่าเท้าให้ใช้นิ้วโป้งกดไล่ไป ตามลูกศรในภาพ

ท่าที่7

วิธีนวดใบหน้าที่ถูกต้อง จำเป็นต้องทำการนวดอย่างนุ่มนวล ผ่อนคลาย เป็นจังหวะช้าๆ และไม่ให้เจ็บ คุณต้องนวดไปตามทิศทางของเส้นใยกล้ามเนื้อ ใช้นิ้วคลึงเบาๆ และบีบนวดบริเวณกระดูกใบหน้า

ต้องรู้ไว้ 5 อาชีพธนาคารไม่ปล่อยกู้ จะมีอาชีพของคุณหรือไม่ ไปดูกัน

เรื่องเงินๆทองๆคงไม่เข้าใครออกใคร การปล่อยกู้ของธนาคารก็เช่นกัน เราไปดูกันว่า อาชีพที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้ มีอะไรบ้าง เหตุผลเป็นเพราะอะไรนั้น ไปดูกันเลย

1. ทหาร ตำรวจ อาชีพนี้ถึงจะเป็นอาชีพที่มั่นคง แต่ก็เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิตแบบกระทันหัน ซึ่งเหตุผลที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้นั้นถึงแม้ว่าจะไม่เปิดเผยถึงเหตุผลแบบตรงไปตรงมาแต่เราก็พอทราบได้ว่าอาชีพที่มีความเสี่ยงแบบนี้คงเป็นเรื่องที่ยากที่จะปล่อยเงินกู้ นอกเหนือจากนั้น การทวงหนี้ก็เป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากอาชีพเหล่านี้มีอาวุธ เช่น ปืน มีด ที่เมื่อเกิดการปะทะอาจก่อให้เกิดการสูญเสียได้นั่นเอง ยกเว้น ทหาร ตำรวจ ที่เป็นแพทย์ อันนี้ธนาคารปล่อยกู้ให้

2. พนักงานชั่วคราว (Freelance) แน่นอนอยู่แล้วว่าอาชีพเหล่านี้เป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะมีรายได้สูงกว่าพนักงานประจำเสียด้วยซ้ำ แต่หลักฐาน Statement เงินเดือนยืนยันรายได้ที่แน่นอนว่าคุณจะมีเงินผ่อนชำระหนี้ให้กับธนาคารหรือไม่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อาชีพนี้จะถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ทำบัตรเครดิต (วิธีการแก้ไขคือ การนำเงินเข้าบัญชีทุกเดือนๆ ให้บัญชีธนาคารมีความเคลื่อนไหว คุณก็สามารถทำบัตรเครดิตผ่านได้แล้ว)

3. เจ้าของกิจการก่อสร้าง และ อสังหาริมทรัพย์ สำหรับคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้าง อสิงหาริมทรัพย์ การขอกู้ในธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดสินทรัพย์ขนาดใหญ่อาจจะสามารถปล่อยกู้ได้ แต่สำหรับธนาคารที่เป็น Non Bank จะไม่นิมยมปล่อยกู้ เนื่องมาจากเห็นว่าการขอกู้ในประเภทนี้จะเป็นการขอกู้ในวงเงินที่สูง ซึ่งเมื่อปล่อยกู้ไปแล้วก็ไม่สามารถคาดคะเนได้เลยว่ากิจการจะล้มละลายหรือไม่ จึงเป็นเหตุผลที่ธนาคารมักไม่ค่อยปล่อยกู้สำหรับผู้ที่ทำอาชีพนี้

4. พนักงานในบ่อนการพนัน ขึ้นชื่อว่าเป็นอาชีพที่มีการพนันมาเกี่ยวข้อง ก็รู้ได้เลยว่าเป็นอาชีพที่มีความไม่แน่นอน เงินที่ได้มาจากชั่วโมงก่อนอาจจะหายไปในพริบตาในชั่วโมงถัดไป และตัวบ่อนการพนันเองก็มีโอกาสปิดตัว จึงเป็นอาชีพที่ธนาคารไม่ปล่อยกู้ให้แน่ๆ สำหรับใครที่จะยื่นเรื่องกู้ ขอบอกให้ตัดใจได้เลยค่ะ

5. พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย อาชีพนี้ถือเป็นอีกอาชีพที่ได้เงินแบบรายวัน จะได้มากได้น้อยก็ขึ้นอยู่กับลูกค้า ทางธนาคารเองจึงไม่ปล่อยกู้เพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับเงินคืน หรือลูกหนี้ไม่สามารถผ่อนชำระได้ครบตามที่ธนาคารกำหนด จึงไม่แปลกที่พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่จะหันไปกู้นอกระบบกันแทน

ทั้งหมด 5 อาชีพที่เราได้กล่าวมานั้น ล้วนเป็นอาชีพที่มีความไม่แน่นอนในเรื่องของรายได้ และมีความเสี่ยงสูงในการประกอบอาชีพนั้นๆ รู้อย่างนี้แล้วสำหรับใครที่เข้าค่ายทั้ง 5 อาชีพนี้ก็อย่าลืมวางแผนการเงินของตัวเองให้ดีๆกันนะคะ เพราะเมื่อไหร่ที่เราสามารถจัดสรรการเงินของเราได้ เมื่อนั้นเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปกู้หนี้ยืมสินใครค่ะ

ไม่ต้องไปหาหมอนวดให้เสียเวลา โยคะ ท่ากบ เพียง 50 ครั้งติดต่อกัน 20 วัน อาการปวดเมื่อยตามร่างกายจะหายทันที

สำหรับประเทศไทยในช่วงนี้ที่ต้องเผชิญกับหมอกควัน การที่จะออกไปวิ่งนอกบ้าน จึงไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสุขภาพเท่าไหร่นักในสถานการณ์แบบนี้ วันนี้เราเลยมีท่าออกกำลังกายที่สามารถทำง่ายๆในบ้านของเราเอง ซึ่งหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำแล้วร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนอื่นต้องเตรียม “เสื่อโยคะ” จากนั้นนอน “ท่ากบ”  ทำทุกวันติดต่อกันวันละ 50 ครั้ง นาน 20 วันก็สามารถรู้สึกได้ มีประสิทธิภาพมาก สามารถยืดกล้ามเนื้อด้านในต้นขาได้ดีและสามารถทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายอย่างเต็ม การที่กล้ามเนื้อด้านในแน่นแข็งเป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง

ในความเป็นจริงแล้ว คนที่มักมีอาการปวดเอว ปวดหลัง บางครั้งอาจมาจากกล้ามเนื้อต้นขาด้านในที่แข็งมากไป ท่ากบนี้ก็จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นผ่อนคลาย บรรเทาอาการปวดหลัง

การทำท่านี้เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้านใน สามารถปรับปรุงความยืดหยุ่นของสะโพก ส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตในสะโพก เปิดโล่งเลือดลมให้ทั่วทั้งร่างกาย แก้ไขการเอียงของเชิงกราน แก้ไขอาการขาเป็ด + เข่าบิดเข้าข้างใน บรรเทาอาการปวดหลัง และยังสามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนของผู้หญิงอีกด้วย!

เริ่ม “ท่ากบ”

นอนคว่ำ จากนั้นค่อยๆกางเข่าออกไปด้านข้างช้าๆ เหมือนกบ สะโพกและต้นขาตั้งฉากกับพื้น 90 องศา ให้เกร็งน่องและต้นขาไว้ (ดังภาพ) อย่าให้ร่างกายแตะโดนพื้น ตัวตรง ข้อศอกวางตั้งฉากกับพื้น ให้น้ำหนักอยู่ที่หัวไหล่และบริเวณเอว หายใจเข้า-ออก ช้าๆ

ข้อควรระวัง : คนที่ปวดเข่าไม่แนะนำให้ฝึกท่านี้

แนะนำ : ให้ทำท่านี้ค้างไว้ 3 ลมหายใจเข้า-ออก

เศรษฐีฟาร์มไก่ชน เปิดภาพล่าสุด ‘น้ำ รพีภัทร’ พระเอกหน้าหวาน ชื่อดัง หลังไม่ค่อยรับงานละคร

เมื่อพูดถึงพระเอกหนุ่มหน้าหวาน ขวัญใจ เเม่ยกในยุค 90 ก็คงไม่มีใครจำหนุ่มคนนี้ไม่ได้เลย ‘น้ำ รพีภัทร’ พระเอกชื่อดัง หลังไม่ค่อยรับงานละคร วันนี้ ทีมงาน POSTNET จะพามาดูชีวิตหลังจากห่างหายจากวงการบรรเทิงไปพอสมควรว่าเป็นยังไงเเล้วบ้าง ได้ข่าวว่าไปอยุ่กับธรรมชาติ เเละเป็นเจ้าพ่อฟาร์มไก่ชน มูลค่าหลักล้านเลยทีเดียว

น้ำ-รพีภัทร เป็นพระเอกหนุ่มที่ใช้ชีวิตได้น่าอิจฉามากเพราะวันว่าง หยุดจากการถ่ายละครมื่อไหร่ น้ำ จะใช้เวลาพักผ่อนที่บ้านต่างจังหวัด นครนายก ตลอด เพราะ นอกจากอากาศจะดีแล้ว หนุ่มน้ำ ยังทุ่มเทให้กับ ธุรกิจ ฟาร์มไก่ชน

ที่ต้องบอกว่าเขาสร้างมากับมือเลยจริงๆ จากความชอบสู่ธุรกิจที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ จะบอกว่า น้ำ รพีภัทร เป็นเศรษฐีฟาร์มไก่ชน ก็คงจะไม่ผิดนัก นอกจากพื้นที่สร้างฟาร์มไก่ชนแล้ว พระเอกอารมณ์ดียังขุดบ่อเลี้ยงปลาอีกด้วย

และที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับ น้ำ รพีภัทร กับภรรยาคนสวย มินตรา รวมถึงลูกชายสุดหล่อ น้องโอเชี่ยน ลูกสาวน่ารัก น้องมารีน คงจะบ้านหลังงามกลางท้องไร่ที่ต้องบอกว่าผสมผสานกันได้อย่างลงตัว เผลอแป๊บเดียวกลายเป็นคุณพ่อลูกสอง

ไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับพระเอกหนุ่มอารมณ์ดี อย่าง “น้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล” โดยเจ้าตัวได้มีธุรกิจเสริมเปิดฟาร์มไก่ชน อยู่ที่จังหวัดนครนายก และไปดูบ้านหลังสวยของพระเอกคุณพ่อลูกสอง บ้านหลังงามนี้ตั้งอยู่ที่บ้านเกิดของเค้า

จังหวัดนครนายก เป็นบ้าน 2 ชั้น อยู่ในพื้นที่หลายไร่ มีการออกแบบในสไตล์โมเดิร์นลอฟต์ มันก็จะเดิร์นๆ หน่อย พื้นที่โดยรอบเป็นฟาร์มและท้องทุ่ง น่าอยู่ อบอุ่น และหลีกหนีความวุ่นวายได้ดีทีเดียว เปรียบเสมือนบ้านฟาร์มเลย

การตกแต่งภายในก็เรียบง่ายในแบบฉบับลอฟต์ ข้าวของไม่เยอะ แต่เน้นพื้นที่โล่งกว้าง หลายมุมก็ถูกใช้อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะมุมโซฟา ห้องครัว รวมไปถึงห้องนอน ดูแล้วสบายตามากๆ ประหนึ่งพื้นที่ ล้านกว่าเอเคอร์ นี่แอบอิจฉาหนุ่มน้ำเบาๆ

เพราะถ้าเป็นเมืองหลวงนะ แค่แมวดิ้นตายจริงๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ พระเอก ”น้ำ รพีภัทร” ยกขันหมากเงินสด 1 ล้านบาท ทองคำ 10 บาท แต่งงานสาว มินตรา กลางเมืองเชียงใหม่ ระบุขอตรวจความพร้อมร่างกายก่อนคิดเรื่องทายาท…

วิวาห์หวานดาราดังกลางเมืองเชียงใหม่ครั้งนี้ จัดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 มี.ค. โดย น้ำ-รพีภัทร เอกพันธ์กุล ดารา พิธีกร ช่อง 7 สี ได้เข้าพิธีแต่งงานกับ มินตรา ชนิศา เหลี่ยวไชยพันธุ์ พร้อมญาติและเพื่อนดาราดังช่อง 7

ตั้งขบวนขันหมาก มีเงินสด 1 ล้านบาท ทองคำ 10 บาท ที่บริเวณวัดลอยเคราะห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จากนั้นได้เคลื่อนขบวนมาตามถนนลอยเคราะห์ โดยมีขบวนฟ้อนนำหน้า มีชาวเชียงใหม่ที่ชื่นชอบพระเอกคนดังได้โบกมือทักทาย

และขอเข้าไปถ่ายรูปกัน ซึ่งน้ำ รพีภัทร มีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ร่วมฟ้อนไปตลอดระยะทางประมาณ 300 เมตรถึงโรงแรม โดย มินตรา ชนิศา เหลี่ยวไชยพันธุ์ แต่งชุดวิวาห์แบบกึ่งล้านนาสีทองปักดิ้นงามสดใส รออยู่ในห้องประกอบพิธี

และนี้ก็เป็นชีวิตหลังฉากการเเสดงละคร ของพระเอกหน้าหวานที่ตอนนี้ กลับบ้านอยุ่กับธรรมชาติที่ทีมงาน โพสเน็ตนำมาให้ชม

เรียบเรียงโดยทีมงานโพสเน็ต

บารมีหลวงปู่มั่น พระอรหันต์สายวัดป่า แค่มาปักกลด ก็สะเทือนถึงพระอินทร์

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า เคยปรารภให้ศิษยานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดฟังว่า สถานที่บางแห่งที่ท่านไปพำนักอยู่ แม้อยู่ในป่าเขาลึก ๆ ก็ตาม จะมีเทวดาพากันมาฟังธรรม ส่วนมากจะมากันตอนดึกสงัด โดยท่านจะทราบล่วงหน้าก่อนแล้วทุกครั้ง บางคืนจึงจำเป็นต้องงดการประชุมอบรมพระเณร เพื่อเข้าสมาธิภาวนา แสดงธรรมให้เหล่าเทวดาฟัง

เมื่อเหล่าทวยเทพมาถึง จะทำประทักษิณสามรอบโดยพร้อมเพรียง แล้วนั่งกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้เป็นหัวหน้าจะกล่าวแนะนำตนและหมู่คณะว่ามาจากที่แห่งใด ประสงค์จะฟังหัวข้อธรรมเรื่องใดบ้าง ท่านพระอาจารย์มั่นจะส่งกระแสจิตออกทักทายพอสมควร จากนั้นจึงกำหนดจิต ให้ข้อธรรมที่ควรแสดงผุดขึ้นมา แล้วเริ่มแสดงธรรมให้ฟังจนเข้าใจ จบแล้ว เหล่าทวยเทพก็พร้อมกันสาธุการ ทำประทักษิณสามรอบ แล้วกราบลากลับ พอออกพ้นเขตวัดหรือสถานที่ ๆ ท่านพำนัก ก็พากันเหาะขึ้นสู่อากาศ คล้ายปุยนุ่นที่ปลิวขึ้นสู่ท้องฟ้า

บางคืน เทวดาพากันมาหลายคณะ ทั้งจากเบื้องบนและเบื้องล่าง พญานาคก็มี มาเยี่ยมท่านในเวลาเดียวกัน ท่านต้องย่นเวลา โดยแสดงธรรมให้ฟังพอสังเขป และแก้ปัญหาให้เท่าที่จำเป็น เมื่อคณะที่มาถึงก่อนลากลับ คณะที่มาทีหลังซึ่งรออยู่ห่างๆ พอไม่ให้เสียมารยาทก็ทยอยกันเข้ามา ท่านก็แสดงธรรมให้ฟังให้พอเหมาะกับจริตนิสัยและภูมิของเทวดานั้น ๆ หรือตามแต่ผู้เป็นหัวหน้าคณะจะแสดงความประสงค์ว่าต้องการฟังธรรมในหัวข้อใด

มีครั้งหนึ่ง ท้าวสักกะพระอินทร์และเหล่าทวยเทพมากราบหลวงปู่มั่น ท่านพระอาจารย์ไท ฐานุตฺตโม ได้เล่าว่าหลวงปู่ตื้อเล่าถึง ท้าวสักกะพระอินทร์และเหล่าเทวดามากราบหลวงปู่มั่นว่า

ในระยะเคลื่อนมาทางจังหวัดเลย ก็พระเจ้าพระสงฆ์มาก หลวงปู่มั่นเป็นหัวหน้า แต่ว่าท่านจะขึ้นสลับปีกัน ก็ยังไม่รู้อันนี่มันฟังไปคนละตอน มานั่งภาวนา เดินมาก็เกาะบาตรเกาะกลดพักตามป่า ตามหมู่บ้านเล็กน้อย ชาวไร่ชาวสวนนะ นั่งภาวนาคืนนั้น “โอ้โธ่ !ไม่รู้อะไรเป็นอะไร บินข้ามกลด กุฏิ” หลวงปู่ตื้อว่า เป็นเส้นเป็นสายข้ามกลดพระเล็กน้อยๆ ก็ไปหาหลวงปู่ใหญ่ หลวงปู่มั่นนะ มีรถจิ๊บคันนึง รถจิ๊บ ปิ๊ด ! มาในอากาศ รถจิ๊บเป็นแก้ว มาลงรถก็ชี้มือ ชี้มือก็ลงจากรถไปกราบท่านอาจารย์ อันนี้แล้วก็กลับไป

พอดีตอนเช้าบิณฑบาตเรียบร้อย เสร็จธุระ ฉันอาหารแล้วก็เดินไปเป็นคณะ ตอนเที่ยงพักในร่มไม้มันแดดร้อน “เมื่อคืนนี้ภาวนา ใครเห็นอะไรบ้าง” ท่าน (หลวงปู่มั่น) เรียกถามเป็นบางองค์ “องค์นั้นเจ้าเห็นหยัง (อะไร) เมื่อคืนนี้ ? วันนี้เจ้าเห็นอะหยัง ? วันนี้เจ้าเห็นหยัง ?” ก็ถามไปแล้วถามหลวงปู่ตื้อ

หลวงปู่ตื้อว่า “โอ๊ย ! เห็นแต่เทวดามากันมาก ข้ามกลดผมก็มี แล้วก็มีคนผู้หนึ่งใหญ่ขี่รถแก้วลงมาในอากาศ แล้วก็มาชี้มือไปหาท่านอาจารย์”

สักพักหลวงปู่มั่นก็พูดว่า “ผู้ที่ขี่รถแก้วลงมา คือ ท้าวสักกะพระอินทร์ มาถาม เทวดาป่าไม้ไปเล่าเรียน บอกว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว เอ้ ! โคตมะนิพพานไม่กี่วันก็อุบัติขึ้นอีกแล้ว มันเกินไปมั้ง มันไม่มีตำรา ไหว้วานอยู่ไม่ได้หยุดได้หย่อนก็เลยมาถาม ท่านเป็นพระพุทธเจ้าจริงหรือ ?”

หลวงปู่มั่นตอบว่า “ตัวข้าไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าหรอก เป็นแต่เพียงแค่สาวก ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้าแค่นั้นเอง” จากนั้นก็หายลับไป

ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวว่า การแสดงธรรมให้เทวดาฟัง ต่างกับการแสดงธรรมให้มนุษย์ฟังอยู่มาก เทวดาไม่ว่าเบื้องบนหรือเบื้องล่าง สามารถเข้าใจข้อธรรมที่บรรยายได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า เมื่อแสดงธรรมจบ เสียงสาธุการสามครั้งสะเทือนโลกธาตุ ขณะที่มาถึง ขณะนั่งฟังธรรม กระทั่งขณะที่จากไป ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามตลอดสาย และมีความเคารพนอบน้อมอย่างยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก : ประวัติท่านพระอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม
เกร็ดธรรมะ ประวัติ พระกรรมฐาน@Ayuthay
ขอบคุณคลิปจาก : เพจ สำนักป่าพุทธภูมิโพธิยาลัย Buddhaphumi Bodhiyalai

หน่วยซีล-นายแพทย์-มนุษย์อวกาศ ” Jonny Kim” โคตรมนุษย์ผู้ทำได้ทั้งสามอาชีพ ด้วยอายุเพียง 34 ปี

ถ้าคุณรู้สึกว่าตนเองล้มเหลว คุณเพียงแค่ดูประวัติของ Dr. Jonny Kim และจงเตรียมใจที่จะอับอายจากการไม่ประสบความสำเร็จไว้ได้เลย เราเชื่อว่าเด็กผู้ชายหลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็นทหาร บางคนอยากเป็นนายแพทย์ และบางคนอยากเป็นมนุษย์อวกาศ ซึ่งความฝันแต่ละอย่างที่กล่าวมานั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สำเร็จ ต้องมีทั้งความมานะอุตสาหะ โอกาส และระยะเวลา แต่ Dr. Jonny Kim ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีใต้ สามารถทำได้สำเร็จเมื่ออายุเพียง 34 ปี เท่านั้น

Dr. Jonny Kim หรือ Jonathan Yong Kim อาจถูกกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เค้าเกิดเมื่อปีพ.ศ.2527 หลังจากที่พ่อแม่ของเค้าได้ย้ายจากประเทศเกาหลีใต้ มาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปีพ.ศ.2523 เค้าถูกเลี้ยงและมีที่พักอยู่ระหว่าง Koreatown และSanta Monica ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของมหานคร LA จนเมื่ออายุ 18 เค้าจึงย้ายมาอยู่ Boston แต่แม่ของเค้ายังคงใช้ชีวิตอยู่ที่ LA ภายหลังจากจบชั้นมัธยมปลายใน Santa Monica เมื่อปีพ.ศ.2545 เค้าได้สมัครเข้ากองทัพเรือสหรัฐอเมริกา และเข้าเรียนหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจมของกองทัพเรือ รุ่นที่ 247 หรือที่รู้จักกันในนามหน่วยซีล หนึ่งในหลักสูตรที่ขึ้นชื่อว่าโหดหินที่สุดของกองทัพ Dr. Kim ได้ทำภารกิจการรบมากกว่า 100 ภารกิจ ขณะที่ประจำการอยู่ในตะวันออกกลาง ได้รับเหรียญกล้าหาญ Silver Star และ Bronze Star ประดับเครื่องหมาย Combat V

Dr. Kim ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเสนารักษ์ และพลแม่นปืนให้กับ SEAL Team Three จนกระทั่งสำนักพิมพ์กองทัพเรืออย่าง The NavyTimes ยกย่องเค้าให้เป็นหนึ่งใน 10 สุดยอดทหารเรือในประวัติศาสตร์ เหนือกว่า John F. kennedy อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯผู้ลือนามระหว่างที่ Dr. Kim ออกสนามรบครั้งแรกนั้น เค้าได้สูญเสียเพื่อนร่วมรบหน่วยซีลขณะปฏิบัติหน้าที่ เค้าจึงตัดสินใจที่จะเลือกศึกษาทางแพทยศาสตร์

Kim ได้เล่าว่า “สิ่งที่ทำให้ผมต้องตัดสินใจที่จะเลือกศึกษาทางการแพทย์นั้น เกิดขึ้นขณะผมต้องออกสนามรบ ไปประจำการที่เมืองRamadi ประเทศอิรัก ซึ่งเพื่อนหน่วยซีลของผมถูกยิง หลังจากพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาเค้าได้แล้ว เช่น เปิดช่องหายใจ หยุดการไหลของเลือด แต่ผมทำได้เพียงแค่นั้น ที่เหลือทำได้เพียงยืนดูทีมแพทย์ฉุกเฉินช่วยชีวิตเค้า”เค้าสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาคณิตศาสตร์จาก University of San Diego โดยได้เกียรตินิยมระดับสูงสุด และแพทยศาสตร์จาก Harvard Medical School ในส่วนของงานด้านอวกาศ หลังออกจากกองทัพ Dr. Kim ได้รับการบรรจุให้เป็นเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของ NASA อย่างที่เค้าได้ศึกษามา โดยเมื่อปี พ.ศ. 2560 เค้าได้ถูกเลือกเป็นหนึ่งใน 12 ผู้รับคัดเลือกเป็นมนุษย์อวกาศของ NASA ซึ่งจะต้องทำการฝึกหลักสูตรมนุษย์อวกาศถึง 2 ปีขณะนี้มาได้ครึ่งทางแล้ว การคัดเลือกมนุษย์อวกาศเป็นไปอย่างเข้มข้น และมีการแข่งขันสูงมาก จากผู้สมัครกว่า 18,300 คน ถูกคัดเลือกเหลือเพียง 12 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Dr.Jonny Kim อดีตหน่วยซีลดีกรีแพทยศาสตร์จากฮาวาร์ด

เห็นได้ว่าความสามารถของมนุษย์นั้น มีมากกว่าที่คนเราจะสามารถคาดการณ์ได้ ซึ่ง Dr.Kim เป็นตัวอย่างของมนุษย์ที่ใช้ขีดความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มที่ ถ้าเป็นประเทศไทยเราก็มีหมอหน่วยซีลเช่นกันคือ พันโทนายแพทย์ ภาคย์ โลหารชุนใครจะรู้ คุณก็อาจจะทำได้เหมือนกัน

ที่มา เสนาหลิม

“ขนส่ง” แจงแล้ว ปชช.อย่าสับสน มีใบขับขี่อัจฉริยะแล้ว แต่ยังต้องพกใบขับขี่จริงด้วย

เมื่อวันที่ 15 มกราคม นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 กรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ขนส่งทางบกได้ประกาศให้วันที่ 15 มกราคม เป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชนดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น DLT QR licent บนมือถือและสามารถดาวน์โหลดใบขับขี่ลงบนมือถือเพื่อใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน เรียกว่าใบขับขี่อัฉริยะนั้น ในเรืองนี้ได้สร้างความสับสนอย่างมากว่าใบขับขี่อัจฉริยะจะมาแทนใบขับขี่กระดาษ ซึ่งเรื่องนี้ยืนยันว่าแม้ว่าประชาชนจะใช้ใบขับขี่อัจฉริยะผ่านมือถือ

“แต่การใช้งานจริงตามกฎหมายประชาชนยังต้องมีการพกพาใบขับขี่กระดาษอยู่ เพราะตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกปี พ.ศ.2522 ใบขับขี่อัจฉริยะถือเป็นทางเลือกเท่านั้น และการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ถือเป็นการพัฒนาตามนโยบาย 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ในการพัฒนาระบบเพิ่มอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน”

ส่วนการพัฒนาเชื่อมระบบจากแอพพลิเคชั่นระหว่างขนส่งทางบก กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในอนาคตเพื่อให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดึงข้อมูลจากใบขับขี่อัจฉริยะนั้น ทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องมีการหารือในรายละเอียดอีกครั้งเพราะในระบบสามารถทำได้ในการตัดแต้ม หรือ ยึดใบขับขี่

นางจันทิรา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นขณะนี้การพัฒนาระบบดังกล่าวเพื่อเป็นการต่อยอดเกี่ยวกับข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกมาไว้บนมือถือ ผ่านการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นของ ขนส่งทางบก

เช่น ข้อมูลการต่อทะเบียน ต่อภาษี การตรวจสภาพ วันหมดอายุ หรือขั้นตอนการดำเนินการต่างๆของขนส่งทางบก รวมถึง แอพพลิเคชั่นดังกล่าวยังสามารถแชร์เส้นทางการเดินรถโดยสารสาธารณะ ,หรือ ปุ่มฉุกเฉินเพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งประโยชน์ต่างๆ ก็เพือให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการรับบริการจากขนส่งทางบก