Home

ลูกศิษย์แชทลาครู เหตุไปโรงเรียนไม่ได้ “ครูภูมิ”มาดเข้ม รีบบึ่งจยย.กว่า 10 กิโลรับถึงบ้าน โซเชียลชื่นชมความทุ่มเท

เป็นเรื่องราวของคุณกับลูกศิษย์ ที่ได้อ่านเรื่องราวแล้ว เกิความประทับใจขึ้นอย่างมาก เมื่อครูหนุ่มหล่อเข้มรายหนึ่ง ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับของตัวเองกับลูกศิษย์คนหนึ่ง เมื่อลูกศิษย์ของตนนั้นไม่มีคนมาส่งที่โรงเรียน “ครูภูมิ” เลยอาสาไปรับเองเลย

ซึ่งโพสต์ดังกล่าวได้ระบุไว้ว่า “ภาระกิจเช้านี้เมื่อนักเรียนจะมาเรียนแต่ไม่มีคนมาส่งที่บ้านไปทำงานยังไม่กลับ แว้นอย่างไว จากโรงเรียนบางปลาม้า “สูงสุมารผดุงวิทย์” ต้องให้ทันคาบแรก เมื่อเทคโนโลยีทันสมัย หาตัวไม่ยาก 555+ แบตก็จะหมดพระเจ้า”

โดยเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อนักเรียนคนดังกล่าวได้ส่งแชทมาหาคุณครูว่าไม่สามารถไปโรงเรียนได้ เนื่องจากไม่มีคนไปส่ง ก่อนที่ครูภูมิบอกว่า “ครูที่ปรึกษา เราต้องเป็นมากกว่าครูที่ต้องดูแลเด็ก ๆ ทั้ง 37 คน ถ้าเขาไม่ไว้ใจเรา เราต้องได้ใจเขาก่อน เราไม่ได้สอนให้เขากลัวเราแต่สอนให้เขาเกรงใจ เพราะเราทำมากกว่าการเป็นครู”

ก่อนที่จะเผยว่านักเรียนคนดังกล่าวนั้น ปกติแล้วจะอาศัยอยู่กับคุณยาย ช่วงแรก ๆ ตื่นสายมาไม่ทันเรียน ก็เลยให้เขาตื่นไวขึ้น จนทุกวันนี้เขามาทันตลอด นี้พึ่งครั้งแรก แต่เขาอยากมาเรียน การเรียน ไม่มีติด 0 ร มส

และต่อมาได้เผยภาพคู่ระหว่างครูภูมิกับลูกศิษย์ ขณะไปรับเพื่อมาส่งที่โรงเรียน งานนี้ทำเอาชาวเน็ตแห่แซวกันยกใหญ่เลยว่า “หน้าเหมือนพ่อลูกกัน” ตัวของครูภูมิเองก็ขำและบอกว่าไม่ใช่จริงๆ

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม

ที่มา ครูภูมิ ฮะเก๋า

เงินเดือน 6 หลัก ทำงานแค่ 28 วันหยุดอีก 28 วัน ได้เงินเดือนเต็ม 2 เดือน !

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปรู้จักกับหนึ่งอาชีพหนึ่งซึ่งนั่นก็คืออาชีพแท่นขุดเจาะแน่นอนว่าหลายคนคงอาจกำลังสงสัยว่ามันมีอาชีพอย่างนี้ด้วยหรอแต่บอกเลยว่าแพทย์ประจำแท่นขุดเจาะน้ำมัน น (Remote Site Doctor) หรือ “หมอบนแท่นขุดเจาะ”นั้นถือเป็นทางเลือกสำหรับแพทย์ที่มองหาความท้าทายนั้นเอง

โดยภาระงานนั้นต้องคอยดูแลด้านการแพทย์ให้สำหรับพนักงานที่ประจำการอยู่บนแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งจะมีรายละเอียดและกระบวนการอย่างไร วันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นมาดูกันโดยจะมีคุณภานุพันธ์ เนียมประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายบริการด้านการแพทย์ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (ประเทศไทย) เป็นคนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพนี้ให้ฟังค่ะ

ซึ่งเขาก็ได้ว่าอาชีพแพท ย์ที่จะต้องไปอยู่บนนั้นนั้นจะต้องได้รับอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทย์สภาและต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย 3 ปีขึ้นไปเพื่อความชำนาญในการตรวจวินิจฉัยและรักษาคนไข้อย่างถูกต้องโดยเริ่มแรกจะต้องมีการตรวจผ่านตรวจร่างกายเพราะบนแท่นขุดเจาะจะต้องไม่มีคนที่มีสุขภาพไม่ดีขึ้นไปจากนั้นก็จะถูกส่งตัวไปฝึกอยู่ที่ศูนย์อบรมจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซียประมาณ 3 สัปดาห์ ด้วยโปรแกรมการทำงานนอกชายฝั่งซึ่งบอกเลยว่าขั้นตอนนี้แม้กระทั่งคนที่เป็นฟันผุหรือมีคราบหินปูนก็ไม่ผ่านเพราะมีความเข้มงวดเป็นอย่างมากและจะสามารถช่วยลดอัตราการส่งคนไข้กลับเข้าฝั่งได้

โดยตลอดระยะเวลา 3 สัปดาห์ที่จะต้องเรียนรู้นั้นก็ได้แก่หลักสูตรการกู้ชีพฝึกการช่วยชีวิตขั้นสูง ปั๊มหัวใจ ให้สารน้ำ เน้นฝึกปฏิบัติให้มากที่สุด ปกติใช้เวลา 2 วันครึ่ง แต่ที่นี้ใช้เวลา 5 วัน สัปดาห์ต่อมาเรียนรู้การดูแลคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บตามหลักสูตรสากล วิชาการหนีออกจากเฮลิคอปเตอร์ เวลาตกน้ำ (Helicopter Underwater Escape) และสัปดาห์สุดท้ายเรียนรู้ระบบการทำงานบนไซต์งาน ดูแลคนไข้ให้ปลอดภัยได้อย่างไร หรือแม้กระทั่งเช็กคลื่นลมแรง อินเตอร์เน็ต ฯลฯซึ่งบอกเลยว่าเยอะมากจริงๆ
และเมื่อกลับมาแล้วก็ต้องเข้าฝึกปฏิบัติงานจริงตามโรงพยาบาลบนภาคพื้นดินโดยเฉพาะแผนกห้องฉุกเฉินอีก 1 สัปดาห์และส่งไปฝึกเรียนการดำรงชีพในทะเลผัดมาจึงจะได้เรียนรู้หลักการทำงานมาตรฐานแต่ละองค์กรที่ตั้งไว้ซึ่งจะต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกประมาณ 1-2 วัน

เมื่อแพทย์ได้ขึ้นไปทำงานบนแท่นขุดเจาะจะต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยการ hannover อีก 1 สัปดาห์รวมระยะเวลาแล้วก็ประมาณ 2 เดือนสำหรับการเทรนนิ่งจากนั้นก็จะถูกส่งไปเรียนประกาศนียบัตรอาชีวเวชศาสตร์เป็นวิชาการแพทย์แผนกหนึ่งว่าด้วยเรื่องการดูแลสุขภาพของคนทำงานครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันโรคการรักษาโรคการฟื้นฟูสุขภาพของคนทำงานโดยเกินระยะเวลาการเรียนรู้อีก 2 เดือนเบ็ดเสร็จประมาณทั้งหมด 4 เดือนสำหรับเตรียมความพร้อมให้กับการทำงานบนแท่นขุดเจาะ

ถึงแม้ว่าจะมีขั้นตอนการเทรนนิ่งมากมายขนาดนี้จะบอกเลยว่านี่มันเป็นเพราะการคำนึงถึงชีวิตคนทำงานเป็นอย่างแรก และแพทย์ที่ได้ผ่านการตรวจร่างกายเพื่อเข้าอบรมยังได้รับเงินเดือนตั้งแต่ที่เริ่มฝึกอีกด้วย และ ทำไมถึงต้องให้แพทย์ไปประจำจุดที่นั่น นั่นก็เป็นเพราะว่าด้วยความห่างไกลของพื้นดิน จึงจำเป็นต้องมีแพทย์เป็นประจำอยู่ที่คลินิก ซึ่งก็ไม่เหมือนกับการตั้งโรงพยาบาลในพื้นดิน และการไปทำงานที่นั่นจะมีความเสี่ยงมากกว่าภาคพื้นดินอีกด้วยซึ่งทุกคนนั้นจำเป็นที่จะต้องผ่านหลักสูตรการผจญเพลิงต่างๆรวมถึงการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมการกินอาหารต่างๆด้วยแล้วก็ต้องรู้ด้วยว่าเมื่อเกิดการระบาดของโรคจะสามารถป้องกันได้อย่างไรบ้าง

“หมอจะตรวจร่างกายตามปกติ ถ้าสามารถให้ยาก็จะให้ตามอาการ แต่ในกรณีที่จะต้องรักษาเพิ่ม หรือเสี่ยงต่อชีวิตทุพพลภาพ จะมีแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์ที่อยู่บนฝั่งให้คำปรึกษา Conference Call และหากผู้ป่วยมีอาการแย่จะประสานเฮลิคอปเตอร์ไปรับ แพทย์ประจำแท่นจึงต้องมีความเชี่ยวชาญ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าฉับไว แต่ต้องถูกต้อง”

โดยจะมีแพทย์ 2 คนคอยสลับกันดูแล 1 โลเคชั่นด้วยระยะเวลาในการทำงานประมาณอยู่ที่ 28 วันจันทร์ก็หยุดพาขึ้นบกประมาณ 28 วัน ก่อนทำงานทุกครั้งก็จะมีการเทรนนิ่งก่อนประมาณ 3 ถึง 5 วัน เพื่อเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอตลอดเวลาซึ่งถ้าหากมีอะไรกระทบจิตใจต่อแพทย์อย่างรุนแรงก็จะส่งแพทย์ท่านใหม่เข้าไปทำงานทันทีเพราะสุขภาพแพทย์นั้นถือเป็นสิ่งที่สำคัญและก็จะต้องดูแลให้ได้มากที่สุด

“ค่าตอบแทนถ้าเทียบกับหมอที่อยู่บนบก ก็พอๆ กัน เพียงแต่ว่าเขาทำงาน 1 เดือน แต่ได้เงิน 2 เดือน หยุด 1 เดือนเขาได้รับเงินตามปกติ จะพูดว่าดีกว่าก็ได้ เพราะฉะนั้นหมอที่ชอบเที่ยว อยากมีเวลาส่วนตัวเขาก็จะมีเวลาหยุดมากขึ้น แต่ถ้าไปเทียบกับหมอที่เป็น Special personal คนไข้ติดกันตรึมก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าหมอที่รับเงินเดือนประจำก็พอๆ กัน ก็ต้องมี 6 หลักขึ้น”

เรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้งามแต่ก็นำมาด้วยความรับผิดชอบต่างๆที่มีนอกเหนือจากการตรวจตารักษาคนไข้อีกทั้งยังต้องทำหน้าที่ในการรับผิดชอบโครงการต่างๆที่เกี่ยวกับสุขภาพของพนักงานที่อยู่บนนั้นไม่ว่าจะเป็นทางด้านโภชนาการการออกกำลังกายการต่อต้านมะเร็งโรคปอดโรคติดเชื้อต่างๆอีกทั้งยังต้องพร้อมที่จะจัดเก็บข้อมูลไว้อยู่ตลอดเวลาเพื่อประมูลผลนั่นเอง

“ลูกสาวพาแม่ชรา” ไปกินอาหารร้านหรูแต่ทิ้งสิ่งหนึ่งไว้ให้คนจดจำ

“ลูกสาว” พา “แม่ชรา” ไปกินอาหารร้านหรู กลับโดนมองอย่างเหยียดหยาม แต่เมื่อเธอทิ้งสิ่งหนึ่งไว้ทำเอาคนทั้งร้านต้องเงียบกริบ!!

เมื่อลูกสาวพาแม่ผู้ชราไปกินอาหารค่ำที่ร้านเล็กๆแต่หรูหรา มีแต่คนชั้นสูงมารับประทานอาหาร ที่มีบรรยากาศดูขรึมขลังอลังการ แม่ของเธอดูสูงวัยและร่วงโรย กินอาหารด้วยมือสั่นเทา จนอาหารหกตกหล่นบนเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนเป็นดวง ช้อนกระทบจานชาม เสียงดังจนแขกโต๊ะอื่นๆพากันมองอย่างสมเพช

ขณะที่ลูกสาวนั่งข้างๆ ช่วยตักอาหารและพูดกับแม่อย่างยิ้มแย้มด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดูเหมือนเธอไม่สนใจว่าใครจะมองมา เมื่อแม่กินเสร็จ ลูกสาวซึ่งไม่ได้มีท่าทีอับอายอะไร พาแม่ไปที่อ่างล้างมือหน้าห้องน้ำ จัดแจงเช็ดรอยเปื้อนจากเศษอาหารบนเสื้อผ้าของแม่หวีผมให้ และช่วยขยับแว่นให้เข้าที่เข้าทาง

เมื่อพวกเธอเดินออกมา คนทั้งห้องมองมาเป็นตาเดียวกัน สายตาเหมือนจะบอกความหมายว่าไม่อายบ้างหรือที่มาทำรุ่มร่ามในร้านหรูอย่างนี้

ลูกสาวจ่ายค่าอาหารแล้วพาแม่เดินช้าๆ ผ่านโต๊ะอื่นๆ ไปยังทางออก มีชายกลางคนในหมู่แขกร้องบอกลูกสาวว่า

“สาวน้อย เธอทิ้งอะไรไว้หรือเปล่า?”

“ไม่มีอะไรนี่ค่ะ” ลูกสาวตอบ

“เธอทิ้งไว้แน่” ชายวัยกลางคนพูดต่อ

“เธอทิ้งแบบอย่างไว้ให้ลูกสาวทุกคน และ สำหรับแม่ทุกคนด้วย”

คนทั้งร้านเงียบกริบ

“เมื่อเรายังเด็ก เราเลอะเทอะเปรอะเปื้อน และส่งเสียงดังน่ารำคาญกว่านี้หลายเท่า แม่ไม่เห็นเคยอายใคร”

การได้มีโอกาสใส่ใจดูแลพ่อแม่ที่เคยดูแลเรามา น่าภูมิใจที่สุด เห็นด้วยไหม ?

ถ้าอ่านแล้วเห็นว่ามีสาระอยู่บ้างส่งต่อได้ครับ

****

ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี

คนดีต้องมีความกตัญญู

ดูแล ปรนนิบัติ พระอรหันต์ในบ้านของเราให้ดีก่อนที่จะไม่มีท่านให้ดูแล

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : ปีโป้ รสเปรี้ยวหวาน

คนทำดีต้องชื่นชม “นายอำเภอ” หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด ชวนภรรยา มาปัดกวาดเช็ดถู ห้องน้ำหลังคนใช้เสร็จในแต่ละวัน

หลายคนที่มองอาจจะคิดว่าเป็นการสร้างภาพแต่พอมองที่มุมมันทำให้รู้สึกดีแบบบอกไม่ถูก ล่าสุดทางเฟซบุ๊กคาเธ่ย์ หมี ได้โพสต์ภาพ นายอำเภอจังหวัดร้อยเอ็ด หลังจากที่คนใช้ห้องน้ำ เสร็จสิ้นในแต่ละวัน ท่านและภรรยา..จะนำอุปกรณ์ มาปัดกวาดเช็ดถู ห้องน้ำให้สะอาดพร้อมใช้เสมอ  ทั้งคู่​ ทำมานานแล้ว จนเป็นภาพชินตาของผู้ใต้บังคับบัญชา ณ ที่ว่าการอำเภอหนองพอก

ที่มา คาเธ่ย์ หมี

วิธีปลูก “ผักบุ้งกระป๋อง” ปลูกง่าย ไม่ต้องใช้ดิน

การปลูกผักบุ้งในกระป๋อง เป็นอีกหนึ่งไอเดียในการปลูกผักแบบไร้ดินที่น่าสนใจมาก โดยทำการเพาะต้นต้นอ่อนผักบุ้งในกระป๋อง ใช้เวลาเพียง 12 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว นอกจากจะประหยัดพื้นที่ในการปลูกแล้ว ยังดูแลรักษาง่ายอีกด้วย

วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. เมล็ดผักบุ้งคุณภาพดี ( หาซื้อได้ตามร้านขายเมล็ดพันธุ์ )

2. ใยสังเคราะห์ ( หากไม่อยากซื้อให้แกะเอาจาก หมอน หรือ ที่นอนเก่า )

3. กระป๋องพลาสติกสำหรับปลูก ( แนะนำให้เป็นแบบใสจะดีมาก เพราะ จะได้เห็นการเจริญเติบโตของผักบุ้ง )

วิธีการเพาะ

1.เริ่มจากการแช่เมล็ดผักบุ้งในน้ำไว้ 1 คืน

2.เทน้ำออกแล้วทำการบ่มเมล็ดผักบุ้งไว้ 2 วัน

3.ทำการนำใยสังเคราะห์ที่เตรียมไว้ รองที่ก้นกระป๋องสำหรับเพาะ

4.ทำการโรยเมล็ดผักบุ้งตามลงไป พยายามเกลี่ยเมล็ดให้ทั่วกระป๋องพยายามอย่าให้เมล็ดทับกัน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

5.ตั้งกระป๋องเพาะทิ้งไว้ 2 วัน (ไม้ต้องปิดฝา) จนเริ่มมีใบงอกขึ้นมาให้ทำการรดน้ำ เช้า-เย็น วันละ 2 เวลา

6.เมื่อเวลาผ่านไป 6-7 วัน ก็สามารถนำมารับประทาน หรือ นำไปทำขายเป็นอาชีพเสริมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งก็ได้

เพิ่มเติม.. สูตรการทำอาหารด้วยผักบุ้งอ่อน

ผักบุ้งอ่อนผัดกระเทียม

ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ตามด้วยกระเทียมสับ นำยอดอ่อนผักบุ้งใส่ลงไป แล้วปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว แล้วผัดให้สุกเข้ากัน ประมาณ 2-3 ครั้งก็นำใส่จานรับประทานได้แล้วค่ะ

แกงส้มผักบุ้งอ่อนใส่กุ้ง

ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่พริกแกงส้มลงไป ตามด้วยกุ้งสด ปรุงรสด้วยมะขามเปียก น้ำตาล น้ำปลา ขั้นตอนสุท้ายให้ใส่ผักบุ้งอ่อนตามลงไปรอให้น้ำเดือดอีกครั้งก็ปิดไฟรับประทานได้เลยค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : สมาชิกเว็ปไซต์พันทิป คุณ swin , สมาชิกเว็ปไซต์พันทิป คุณ ta_gwang , kaijeaw


รับสมัครด่วน ไม่ต้องมีประสบการณ์ ไม่ต้องผ่านการเกณฑ์ทหาร รายได้งาม สวัสดิการเยี่ยม

โอกาสดีมาแล้ว เชื่อได้ว่าตอนนี้หลายท่านคงจะกำลังมองหางานทำ หรือ ต้องการเปลี่ยนงานใหม่ เพื่อเริ่มต้นชีวิตสร้างครอบครัว บริษัท ชาร์พ แอพพลายแอนซ์ ประเทศไทย จำกัด (ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ) เปิดรับสมัครพนักงานด่วน มีอบรมวันที่ 15 และ 17 ม.ค.2562

รับวุฒิม.3/ม.6/ปวช./ปวส. อายุ18-33ปี ไม่มีรอยสักนอกร่มผ้า ไม่ต้องมีประสบการณ์ ไม่ต้องผ่านการเกณฑ์ทหาร ชายสูง160ขึ้น หญิงสูง155ขึ้น น้ำหนักไม่เกิน 85 กก.ไม่ทำสีผม งานดี มีรถรับส่ง มีโอทีตลอด มีสวัสดิการค่ากะ ค่าอาหารต่างหาก เฉลี่ยเดือนละ 15,000-19,000 บาท

สมัครได้ที่ คุณแอม 095-2657155 หน้านิคมอุตสาหกรรมเวลโกร์ล จ.ฉะเชิงเทรา

ภาพจาก Amy Nilumon

ขอบคุณ Amy Nilumon

พระสิริโฉมงดงามยิ่ง รวมพระฉายาลักษณ์ เจ้าหญิงของไทย เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

วันเด็กแห่งชาติในปี 2562 นี้ ได้รวมพระฉายาลักษณ์ ราชินีและ เจ้าหญิงสูงศักดิ์ เมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ ซึ่งทุกพระองค์นั้นทรงพระสิริโฉมงดงามยิ่งนักโดยเฉพาะเจ้าหญิงจากประเทศไทย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

เจ้าหญิงนักกฎหมายของคนไทย และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เจ้าหญิงแฟชั่นของไทย และปัจจุบันพระองค์หญิงฯ ยังได้ทรงขึ้นแท่นเป็นเจ้าหญิงที่มีสไตล์มากที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งทั้งสองพระองค์นั้นทรงน่ารัก

ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และยิ่งพระองค์ทรงเจริญชันษามากขึ้น ก็ยิ่งทรงพระสิริโฉมงดงามเป็นอย่างมาก เริ่มกันที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์สมัยทรงพระเยาว์ ท่านหญิงทรงอ้วนมาก เสด็จพ่อ(ในหลวงรัชกาลที่สิบ)ทรงแนะนำ

ให้ออกกำลังกาย ท่านหญิงเลยได้ลองเล่นกีฬาหลายอย่างตั้งแต่ทรงพระเยาว์ทรงเห็นพระองค์ภาฯ ขี่ม้า รู้สึกว่าเท่มาก เลยอยากเรียนขี่ม้าด้วย เป็นแรงบันดาลใจให้ได้ลองขี่ตั้งแต่นั้น แต่ก็มีช่วงที่ทรงเบื่อบ้าง เคยหยุดเล่นไปช่วงนึงเหมือนกัน

ต่อมาทรงได้แรงบันดาลใจจากนักแบดมินตันท่านหนึ่ง ทำให้อยากลองเล่นแบดมินตันบ้าง พอไปตรัสกับคนอื่นว่าอยากแข่งแบด หลายคนก็ไม่เชื่อว่าท่านหญิงจะเอาจริง แต่สุดท้ายก็ทำได้ ทรงติดทีมชาติเมื่อปี 2556ตอนทรงพระเยาว์

เสด็จพ่อทรงมีรับสั่งให้ลูกข้าราชบริพารมาเล่นด้วย ก็เล่นกันเหมือนเพื่อนทั่วไป ไม่ได้มีระดับความห่างหรือแบ่งชนชั้นอะไรเลย สมัยมัธยม ทรงเรียนพิเศษเหมือนเด็กคนอื่นๆ ทั่วไป บางทีมีหมายกำหนดการไปทรงงานที่อื่น พอเสด็จกลับมา

ก็ต้องเรียนเสริมเพิ่มให้ทันคนอื่น กีฬาทำให้ท่านยิ่งได้เปลี่ยนตัวเอง จากแต่ก่อนเป็นคนที่ท้อแท้ง่าย ก็อดทนมากขึ้น ฮึดมากขึ้น ขยันมากขึ้นท่านหญิงทรงไม่โปรดวิชาเลขและฟิสิกส์ วิชาที่ทรงโปรดคือประวัติศาสตร์และสังคม

ตอนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่ท่านหญิงเครียดและกดดันมาก ท่านหญิงตรัสเลยว่า เกลียดชีวิตช่วงมอห้าขึ้นมอหกมากที่สุด เพราะเรียนหนักมาก ในตอนนั้น เสด็จพ่อทรงเป็นห่วงและตรัสถามแบบพ่อแม่ทุกคน จะเอนท์ได้มั้ย

จะเอนท์ตามเพื่อนรึเปล่า อนาคตอยากเป็นอะไร จริงๆ เสด็จพ่อทรงอยากให้ท่านหญิงไปเรียนที่เมืองนอก แต่ทรงเลือกไม่ไปต่างประเทศเพราะกลัวคิดถึงเพื่อนพอสอบติดคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ก็กลับมาตรัสทูลเสด็จพ่อว่าเอนท์ติดแล้วนะ

ท่านก็แย้มพระโอษฐ์ จากนั้นท่านไม่เคยตรัสถามเรื่องเรียนเลย เหมือนท่านทรงโล่งใจแล้วพอเข้ามาเรียนที่จุฬาฯ ต้องปรับตัวพอสมควร ต้องถอดความเป็นเจ้าหญิงทิ้ง จำได้เลยว่าวันแรกๆ ต้องเข้าไปหาเพื่อนก่อน หวัดดีฉันชื่อนี้ๆ นะ

เพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย และด้านกฎหมาย ซึ่งทรงมีความเชี่ยวชาญ ตลอดจนปฏิบัติพระกรณียกิจสนองพระเดชพระคุณ ในการเสด็จแทนพระองค์อยู่โดยเสมอมา เมื่อครั้งที่ทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจากนี้พระองค์ยังสนใจด้านกฏหมาย โดยเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2549 ในตำแหน่ง อัยการผู้ช่วย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ดำรงค์ตำแหน่งอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดระยอง

เมื่อ นักเรียน ขาดเรียนบ่อย คุณครูจึงต้องนำวงโยฯ มาเล่นเพลงชาติ ถึงหน้าบ้าน (คลิป)

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวเรียกเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อมีการแชร์คลิปขณะที่คุณครูท่านหนึ่ง ได้มาตามเด็กนักเรียนที่ขาดเรียนบ่อยถึงหน้าบ้าน โดยการนำวงโยธวาทิตมาบรรเลงเพลงชาติไทยถึงหน้าบ้าน ทำเอานักเรียนถึงกับงงกันกันเลยทีเดียว บอกได้เลยว่าเจอแบบนี้เข้าไปคงเข็ดไปอีกนาน เป็นอีกหนึ่งวิธีสุดแนวที่เรียกเสียงฮาเป็นอย่างมาก จะเป็นอย่างไรเราไปชมกันได้เลย

ภาพจาก ประสาร รุ่งแสง

ภาพจาก ประสาร รุ่งแสง

คลิป

ขอบคุณ ประสาร รุ่งแสง

เรียบเรียงโดย ทีมงานสยามวาไรตี้

บ้านชั้นเดียว แบบโมเดิร์น 2ห้องนอน 1ห้องน้ำ งบสร้าง4แสนนิดๆ เจ้าของบ้านดูแลเอง

บ้านเป็นแบบสไตล์โมเดิร์น บ้านชั้นเดียวยก พื้นนิดหน่อย บ้านถูกออกแบบ ให้มีความเรียบง่าย เน้นลงตัวและสวยงาม โดยมีเฉลียง ทางเข้าประตูหน้าบ้าน บ้านเน้นโทนสีเทา ดูสบายตา และหนักแน่น ภายในมี 2ห้องนอน 1ห้องน้ำ พื้นที่ประมาณ85ตารางเมตร ว่าแต่จะสวยขนาดไหนนั้น ไปดูกันเลย

บ้านถูกออกแบบในกระดาษ จากเจ้าของบ้าน

โดยภาพรวมตอนแรก ก็จะประมาณนี้ครับ

บ้านหลังนี้ สร้างโดย คุณเดชา คำอ่อน เมื่อสร้างเสร็จก็สวยกว่าในรูปแน่นอน

ด้านหน้า

อีกมุมหนึ่ง

มุกหน้า

ทางเดินขึ้นบ้าน

เมื่อเข้ามาข้างในก็จะเห็นประมาณนี้

ประตูหน้าบ้าน ภายใน อีกมุมหนึ่ง

เดินชมบ้าน

ทางไปครัว

ภายในห้องน้ำ สวยมาก

ดูหรูหรา

ห้องครัวครับ

สวยจริงๆครับ

บ้านหลังนี้ ราคานี้ 450,000 บาท ฟังไม่ผิดครับ เพราะเจ้าของ ทั้ง ออกแบบเอง คุมงบ คุมงาน ซื้อของเอง ทำเองบ้าง ส่วนช่างก็จ้างเป็นงานๆไป หวังว่าเป็นไอเดียให้เพื่อนๆได้เป็นอย่างดี ถ้าสนใจ เข้าไปติดต่อสอบถามกับเจ้าของโดยตรงนครับ ที่เฟสบุ๊ก เดชา คำอ่อน

เกษตรกรคนรุ่นใหม่ ปลูกผักขายแบบขำๆ กำไรเดือนละ 2 แสน

วันนี้เรามีเรื่องราวของเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่ทิ้งสังคมเมืองหันไปใช้วิถีชีวิต “เกษตรกร” เหตุผลว่าทำไมหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งจึงเลือกมอง “ต่าง” ในคุณค่าและความหมายลึกๆ ซ่อนอยู่ในอาชีพเกษตรกรรม ที่พวกเขาแวะเวียนมาเจอกันในเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “เครือข่ายเกษตรกรกล้าใหม่”

“ผมมีรายได้จากการขายผักสลัดให้กับร้านสเต๊ก หักค่าใช้จ่ายแล้ว กำไรเดือนละ 2 แสนบาท ในจำนวนนี้ไม่รวมเงินเดือนที่ผมจะกันไว้เป็นค่าตอบแทนให้ตัวเอง เดือนละ 2 หมื่นบาท”

โจ้-จิรายุทธ ภูวพูนผล เจ้าของสวนผักและร้านสเต๊ก “โอ้กะจู๋” อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวและยิ้มอย่างมีความสุข

ด้วยต้นทุนเดิมที่สนใจการปลูกผัก และต้นทุนใหม่คือความรู้ที่เรียนจบมาโดยตรงในด้านการเกษตรที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทำให้ โจ้ รู้จุดอ่อนของเกษตรกรรุ่นเก่า คือการหาช่องทางการตลาดและจัดจำหน่าย คุณโจ้และเพื่อนจึงร่วมหุ้นกันเปลี่ยนลานจอดรถ ขนาด 2 ไร่ ให้เป็นสวนผัก และเปิดร้านอาหารติดกัน โดยใช้ผักที่ปลูกเองเป็นวัตถุดิบ

เมื่อผนวกสายตาของคนรุ่นใหม่เข้ากับเรื่องการตลาด คุณโจ้ยังใช้สื่อใหม่อย่างโซเชียล เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักสวนผักและร้านสเต๊กโอ้กะจู๋มากยิ่งขึ้น

ภาพผักสลัดสดใหม่และภาพอาหารหน้าตาน่ารับประทานที่โพสต์ขึ้นสังคมออนไลน์อยู่ไม่ขาด ก็ส่งผลให้มีแฟนเพจแวะเวียนมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่การตกแต่งหน้าร้านให้มีจุดถ่ายภาพและชมวิวแปลงผักระหว่างรับประทาน ก็ยิ่งทำให้ร้านมีเอกลักษณ์โดดเด่น การันตี “ปลูกได้และขายเป็น”
ร้านนี้เป็นร้านอีกสาขาของ ร้าน โอ้กะจู๋ ร้านที่มีชื่อเสียงของเชียงใหม่ แต่วันนี้ขอพามาร้าน โอ้กะจู๋ สาขา 2 ตั้งอยู่ที่ นิ่มซิตี้เดลี่ Nim city daily สาขาแยกสนามบิน จ.เชียงใหม่ ภายในโครงการแอ่วตะวา อยู่ด้านในสุด ขับรถตรงไปจากทางเข้าจนสุดก็เห็นหน้าร้านเลยค่ะ หาไม่ยาก

สาขานี้ร้าน ค่อนข้างใหญ่ รูปแบบทันสมัย ตกแต่งด้วยไฟทั่วร้าน โต๊ะต่างๆก็ถูกจัดไว้หลายมุม โต๊ะหลายขนาดร้านมี 2 ชั้น มีที่ให้นั่งรอคิว ตกแต่งด้วยสวนสวยๆ นั่งแล้วสดชื่น มีที่นั่งทั้งด้านนอก และห้องแอร์ เลือกได้ตามสบาย แบบชิลๆ

อ่านดูที่ป้ายมีสะดุด ด้วยคอนเซ็ป “ปลูกผักเพราะรักแม่”

สำหรับเมนูอาหารต่างๆ มีมากมายหลายเมนูเลยค่ะ เมนูเด็ดๆ ที่ไม่ควรพลาดเลย ของร้านนี้ก็คือ เมนูที่แรก สลัดผลไม้ ที่เสริฟในลูกเมล่อนลูกโตกับผลไม้หลากชนิด ได้แก่ สับปะรด ลิ้นจี่ แอปเปิ้ลแดงเขียว เมล่อน แก้วมังกร กีวี ลูกพีซ ลูกเกด แอลมอน คลุกเคล้ากับครีมสลัด โรยด้วยวอลนัท รสชาติช่างนุ่มนวล ฟินสุดๆ

สลัดผลไม้ ราคา 175 บาท

เมนูที่ 2 สำหรับจานหลักที่ขอแนะนำเลยว่าต้องสั่ง สเต็กสะพานโค้ง เพราะว่าอร่อย เนื้อซี่โครงนุ่มมาก ซอสที่ราดมาบอกได้เลยว่า ไม่หวานจนเกินไป อร่อยกำลังดี และคุ้มยิ่งกว่าคุ้มกับ สเต็กซี่โครงสะพานโค้ง มีให้เลือก 2 ไซส์ S กับ L แต่ขอบอกเลยว่าแค่ S ก็ใหญ่สุดๆ แล้ว เสริฟพร้อมผักสดๆ แบบไม่หวงผักกันเลยทีเดียว และเฟรนฟรายด์ทอดร้อนๆ งานนี้คนชอบกินผักกับสเต็กมีฟิน

สเต็กสะพานโค้ง S 245.-/ L 385.-

เมนูที่ 3 สเต็กทีโบนหมู เสิร์ฟคู่โฮมเมตไส้กรอก เมนูขอบอกว่า รสชาติจัดจ้านถึงใจจริง เพราะราดด้วยน้ำยำสะระแหน่ออแกนิกโรยด้วยข้าวคั่ว และทีโบนช่างนุ่มเข้ากันกับน้ำซอสดีจริงๆ ส่วนไส้กรอกก็เนื้อแน่นอร่อยดีค่ะ

สเต็กทีโบนหมู เสิร์ฟคู่โฮมเมตไส้กรอก ราคา 260 บาท

เมนูที่ 4 อันนขอบอก คนรักชีสมีฟิน เมนูนี้คือ โอ้กะจู๋ชีสทอด มอสซาเรลล่าชีสทอดกรอบๆ เสิร์ฟพร้อมสัปปะรด และผักสดๆ อร่อยฟินเว่อร์

ชีสทอด ราคา 150 บาท

เมนูที่ 5 สเต็กแซลมอนย่าง เป็นเซลมอนย่างสุกพอดี เสิร์ฟพร้อมมันบด มะเขือเทศ เรดิช และเห็ด 3 อย่าง ได้แก่ เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มทอง เห็ดชิตาเกะ น้ำไปผัดน้ำมันมะกอก เสิร์ฟคู่กับน้ำสลัดอิตาเลี่ยน และวาซาบิ

สเต็กแซลมอนย่าง ราคา 195 บาท

เมนูที่ 6 สลัดหมูย่างหมี่กรอบข้าวกล้อง หมูย่างนุ่มๆ กินคู่กับผลไม้แอปเปิ้ล สับปะรด มะเขือเทศ และขื้นช่ายฝรั่ง กินคู่กับหมี่ข้าวกล้องทอดกรอบ ทอดด้วยน้ำมันข้าวโพดไม่มีคอเรสเตอรอล ขอบอกเด็ดที่น้ำสลัดเพราะเป็นน้ำสลัดแบบแซ่บๆ สไตล์ไทยๆ คล้ายกับน้ำจิ้มแจ่ว

สลัดหมูย่างหมี่กรอบข้าวกล้อง ราคร 165 บาท

เมนูที่ 7 แกงฮังเลเสิร์ฟพร้อมข้าวกล้อง ผักสด และน้ำจิ้ม หมูนุ่มในน้ำแกงฮังเล และแกนสับปะรด รสชาติกลมกล่อมไม่หวานมาก เสิร์ฟพร้อมผักสดๆ กินแกล้มได้เป็นอย่างดี

แกงฮังเล

เมนูสุดท้าย ขอเป็นของหวาน พูดดิ้งอัญชันออแกนิก มะพร้าวอ่อน หอมอร่อยด้วยเนื้อพูดดิ้งกลิ่นอัญชัน ราดด้วยน้ำกะทิใส่มะพร้าวอ่อน เป็นเมนูตบท้ายที่สดชื่นเลยทีเดียว

พุดดิ้งอัญชันออแกนิก มะพร้าวอ่อน 65.-

ขอบอกไว้ก่อนอาหารของที่ร้านนี้จานใหญ่มากๆ ที่สำคัญสำหรับเราแล้วถือว่าคุ้มราคา เพราะคุณภาพของอาหารและปริมาณมันเยอะจริงๆ ส่วนใหญ่คนที่มาร้านจะมาเป็นครอบครัวกัน จะมาร้านต้องโทรจองก่อนนะคะ เพราะร้านคนเยอะมากๆ บางครั้งต้องรอคิวเป็นชั่วโมง

บรรยากาศภายในสวนผัก

ขอบคุณที่มาจาก สวนผักรักคุณ ร้านโอ้กะจู๋